ชินนี่ พิมพ์ลภัส ดาราช่อง Farose และนักวิทย์ผู้อินกับเชื้อจุลินทรีย์ เกลียวคู่ พอๆ กับชื่นชอบละครไทยและรองเท้าดิออร์
- ชินนี่-พิมพ์ลภัส ลี้กิจเจริญผล เป็นนักจุลชีววิทยาชาวไทยที่ Technical University of Denmark
- เธอเป็นแขกรับเชิญประจำเมืองโคเปนเฮเกนของรายการ “ไกลบ้าน” ผู้บอกเล่าประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และไลฟ์สไตล์พร้อมกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่าย
- ล่าสุดชินนี่เป็นหนึ่งใน speakers ของ FaraTALK ปีที่ 4 ในธีม “มนุษย์วิทย์…Humans of Science” ที่นำเสนองานวิจัยเรื่องปริมาณเชื้อดื้อยาที่สัมพันธ์กับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชากร
สำหรับชาวช่อง Farose ชินนี่-พิมพ์ลภัส ลี้กิจเจริญผล คือชื่อที่คุ้นเคยในฐานะแขกรับเชิญประจำเมืองโคเปนเฮเกนของรายการ “ไกลบ้าน” ผู้บอกเล่าประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และไลฟ์สไตล์ของชาวเดนมาร์กได้อย่างสนุกสนานพร้อมกับย่อยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการกินตามลำดับเพื่อการมีชีวิตยืนยาวสุขภาพดี (longevity) อย่างเข้าใจง่ายด้วยประสบการณ์ที่อยู่เดนมาร์กมากว่า 16 ปี ตั้งแต่เรียนปริญญาเอกจนปัจจุบันเป็นอาจารย์และนักจุลชีววิทยาที่ Technical University of Denmark (DTU)

ล่าสุดชินนี่เป็นหนึ่งใน speakers ของ FaraTALK ทอล์กโชว์ Edutainment ปีที่ 4 ในธีม “มนุษย์วิทย์…Humans of Science” ที่เปลี่ยนภาพจำของห้องเรียนวิทย์ให้เป็นเรื่องสนุกใกล้ตัวเมื่อวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 บนเวทีเธอได้นำเสนอผลงานวิจัยและปัญหาของ “เชื้อดื้อยา” ที่กำลังคุกคามชีวิตมนุษย์เพิ่มมากขึ้นเมื่อยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ และหากไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ภายใน ค.ศ. 2050 อาจมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึง 8 ล้านคนต่อปี โดยป๊าและอากงของเธอก็จากไปด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดทำให้ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ชินนี่ร่วมทำวิจัยเรื่องนี้อย่างเข้มข้นมาตลอด 16 ปี

หลังจบทอล์กและก่อนจะบินกลับโคเปนเฮเกน Sarakadee Lite ได้มีโอกาสพูดคุยกับชินนี่ตั้งแต่เรื่องเชื้อดื้อยาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชากรและความเหลื่อมล้ำของสังคม เรื่องโรคระบาด รัฐสวัสดิการของเดนมาร์กที่ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ดีที่สุดในโลก ไลฟ์สไตล์การกินตามลำดับเพื่อสร้างเกราะป้องกันลดการติดเชื้อตั้งแต่ต้น จนไปถึงความชื่นชอบในละครไทยจนนำชื่อนางเอกคือ “พิมพ์ลภัส” ในเรื่องบ่วงหงส์ มาตั้งเป็นชื่อจริงของตัวเอง และความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง
นักวิทยาศาสตร์สาวมาพร้อมกับหน้าสดไร้เมคอัพแม้จะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีถ่ายภาพนิ่ง เพราะมั่นใจในผิวสุขภาพดีของสาววัย 42 ปี ที่เธอเน้นย้ำว่าไม่เคยผ่านการทำหัตถการใดๆ และไม่มีโบท็อกแม้แต่เข็มเดียว

“ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีกว่าคนที่ทำโบท็อกนะคะ อนาคตอาจจะทำด้วยเมื่ออายุมากขึ้น แต่วันนี้ไม่ทำ เพราะเรื่องที่ชินนี่อินมากๆ แล้วก็ศึกษามันมาสักพักใหญ่แล้วคือเรื่อง longevity เช่น การกินตามลำดับ ผิวที่เห็นคือผิวที่เกิดจาก longevity ล้วนๆ” เธอกล่าวเสียงดังฟังชัดอย่างมั่นใจชินนี่มีรายการใน YouTube ชื่อ อยู่เพื่อกินบำนาญ เพราะเป็นคนชอบกินเลยอยากอยู่นานๆ เพื่อกินของอร่อยอย่างถูกหลักการสุขภาพดีพร้อมกับรับเงินบำนาญภายหลังเกษียณเมื่ออายุ 70 ปี ตามระบบของเดนมาร์ก เธอจึงมาในลุคเสื้อยืดสีขาวสกรีนลายโปรโมตช่อง กางเกงเดนิม และที่สำคัญคือรองเท้า Dior คู่โปรดซึ่งเป็นคู่เดียวกับที่สวมขึ้นเวทีทอล์ก
“นี่เป็นรองเท้า Dior ของชินนี่เอง เพราะว่านางมารใส่ Prada แต่นางฟ้าใส่ Dior ค่ะ” เธอกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะและเอนเนอร์จีเต็มเปี่ยมเหมือนอยู่บนเวทีทอล์ก

ชื่นชอบส่องกล้องดูเชื้อจุลินทรีย์พอๆ กับดูละครไทย
ความสนใจในด้านจุลชีววิทยาของชินนี่เริ่มตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมฯ ปลายที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี โดยชีววิทยาเป็นวิชาที่เธอทำคะแนนได้ระดับท็อปของโรงเรียน
“วันที่เราได้ดูกล้องจุลทรรศน์ครั้งแรก มันคงคล้ายๆ กับนักดาราศาสตร์ได้มองกล้องโทรทรรศน์แล้วเขารู้สึกว่า ว้าว! เราดูเชื้อโรคใต้กล้องมันก็ว้าวของเรา เป็นจุดๆ อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย เป็นจักรวาลที่เล็กๆ ไม่ต่างจากจักรวาลที่อยู่ข้างบนนั่นแหละแม้สเกลจะต่างกัน และมันดิ้นได้ด้วยก็เลย fascinating กับเรื่องจุลินทรีย์มาโดยตลอด แล้วตอน ม. 6 เป็นครั้งแรกที่เรียนเรื่อง DNA จริงจัง ก็ fascinating กับ DNA ไม่รู้อะไรทำไมรูปทรงเกลียวคู่ของมันดูสวยจังเลย ทุกชีวิตเริ่มจาก DNA มันคือจุดเริ่มต้นถ้าไม่นับอะตอมนะ อะตอมให้นักเคมีเขาดู แต่พออะตอมรวมร่างแล้วเป็น DNA อันนั้นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตก็เลยยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก”
ด้วยคะแนนระดับยอดเยี่ยม ชินนี่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่รอบ portfolio จากนั้นศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาชีวสารสนเทศ (bioinformatics) ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีซึ่งเปิดสอนหลักสูตรนี้เป็นแห่งแรกๆ ในประเทศไทยที่บูรณาการวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าด้วยกันเพื่อหาวิธีป้องกันและควบคุมเชื้อโรค
“สมัยเรียนมัธยม ทุกคนก็มองว่าเราเป็นเด็กเนิร์ด คือภาพในหัวเราไม่ใช่ แต่ภาพที่คนอื่นเขามองอะใช่ ก็กระเป๋าหนักเต็มไปด้วยหนังสือ เรียนเสร็จก็กลับบ้าน ไม่เคยไปเที่ยวเพราะต้องทำการบ้านให้เสร็จจะได้มีเวลาดูละครต่อ ชอบดูละครมากๆ อย่างเรื่องรักเดียวของเจนจิรา ทรายสีเพลิง ชอบละครจนเอาชื่อนางเอก พิมพ์ลภัส จากเรื่องบ่วงหงส์มาตั้งเป็นชื่อตัวเอง ความอยากเป็นนางเอกมันมีมากขนาดไหนคิดดู แล้วก็ชอบฟังเพลง ชอบเต้น ชอบแฟชั่น”

แม้อีกใจหนึ่งเธออยากเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัดและคิดว่าตัวเองเรียนเก่งแค่วิชาชีวะคงไม่สามารถสอบแข่งขันสู้กับคนอื่นได้ในคณะนิเทศฯ ที่คะแนนสอบเอนทรานซ์สูงขนาดนั้น จึงทำให้ชินนี่เลือกเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่มั่นใจว่าไปรอดแน่นอน
“ตอนนั้นไม่คิดว่าเราจะไปสู้กับใครเขาได้ แต่ถ้าเรื่องชีวะเนี่ยพอสู้ได้ คือวิชาอื่นธรรมดา แต่วิชาชีวะได้ที่ 1 ของโรงเรียนวิชาเดียว มันก็เลยแบบอันนี้ฉันน่าจะรอด แต่ถ้าเข้านิเทศฯ เราจะทำอะไร เราไม่เป็นผู้กำกับฯ นะ เราอยากเป็นนักแสดง only แต่จะเป็นยังไงเราก็ไม่ได้สวยขนาดนั้น ทุกวันนี้จึงเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ใครถามก็บอกว่าก็จริงๆ ก็อยากเป็นนักแสดงด้วย คือไม่ได้อยากได้โนเบลนะ แต่อยากได้ออสการ์ ตอนนี้ให้เล่นๆ ก็โอเค แต่ให้ไปทำอาชีพมันน่าจะสายไปแล้วนะ สู้ใครไม่ได้หรอก เราอายุก็ 42 แล้วก็มาด้านนี้แหละ แต่ถ้ามีอะไรให้แจมเนี่ย โอ้โฮ ยินดีเลยแบบจ้างร้อยเล่นพันเลย”

ชินนี่ยังชวนให้ดู teaser ของ FaraTALK โดยบอกว่าที่เธอแสดงนั้นไม่มีบท เป็นการ improvise เองล้วนๆ และเสริมว่าอีกอาชีพหนึ่งที่เคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นคือ Hardcore News Anchor หรือผู้ดำเนินรายการข่าวหนักๆ แบบช่อง CNN
“อยากย่อยข่าวหนักให้เข้าถึงผู้ชมแบบง่ายๆ สกิลแบบนี้เราไม่ได้เรียนหรอก แต่ความที่ชอบดูหนัง ดูละครทำให้เรา absorb ว่าจะส่งสารยังไงให้เข้าถึงคนดูซึ่งก็ได้เอามาใช้กับการสอน เพราะห้องเรียนก็ไม่ต่างจาก Newsroom เรื่องวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยากไม่ต่างจากข่าวการเมืองที่ซับซ้อน เราจะย่อยยังไงให้นักเรียนเข้าใจ สกิลนั้นทั้งหมดก็มาจากการที่อยากเป็นนักแสดง”
“มหาวิทยาลัยที่เดนมาร์กเรามีคอร์สสอนออนไลน์ที่อัดในสตูดิโอแบบมีกล้องใหญ่โตจริงจัง เราอัดเทกเดียวผ่านทุกครั้งจนช่างกล้องบอกว่า ฉันไม่เคยเจอใครที่อัดทุกอย่างเทกเดียวผ่านและมั่นใจแบบเธอมาก่อนเลย อยากจะบอกเขาว่าฉันชอบอยู่หน้ากล้องและนี่คือสิ่งที่ฉันอยากทำมานานแล้ว ถ้าได้อยู่หน้ากล้องฉันชอบหมด หรือที่ได้จัดรายการ People You May Know ใน Farose Podcast ก็ได้ปลดปล่อยในสิ่งที่อยากทำ”

ชีวิตในเดนมาร์ก การหยุดยั้งโรคระบาดและรัฐสวัสดิการ
หลังเรียนจบปริญญาโท ชินนี่ต้องการเรียนต่อปริญญาเอกที่ต่างประเทศจึงได้เขียนอีเมลไปขอคำปรึกษาจาก Professor David Ussery ผู้ที่เคยได้รับเชิญมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และท่านแนะนำว่าที่ DTU มีตำแหน่งเปิดรับสมัครพอดี
“ถ้าอีเมลไปเร็วกว่านั้นตำแหน่งก็ยังไม่เปิดรับ หรือช้ากว่านั้นก็ไม่ทัน เป็นเวลาที่เหมาะเจาะพอดี มีคนสมัครเยอะมากซึ่งยากที่เขาจะหยิบใบสมัครเราขึ้นมาถ้าโพรเฟสเซอร์ไม่ได้แนะนำไป คือเขาก็แนะนำบอสคนปัจจุบันของเรา (Professor Frank Aarestrup) ว่า เนี่ยคนนี้น่าสนใจ เขาสมัครมาแล้ว เธอก็ไปดูแล้วกัน เราก็ได้แบบสปอตไลต์ลง”

หลังจากผ่านสัมภาษณ์ทางโปรแกรม Skype ทางมหาวิทยาลัยให้เดินทางมาเดนมาร์กเพื่อนำเสนอผลงานและอีกนัยหนึ่งเพื่อทดสอบว่าเธอจะอยู่ที่นี่ได้ไหมในประเทศที่พระอาทิตย์ขึ้น 9 โมงเช้าและตกบ่าย 3 โมงในฤดูหนาว
“คนเดนมาร์กและคนที่ย้ายไปที่นั่นมีภาวะ depression เยอะมาก ซึมเศร้ากันหมด เขากลัวว่าเราจะเรียนไม่จบ แต่เราไปสัมภาษณ์ตอนนั้นมันเป็นซัมเมอร์แล้วกว่าวีซ่าจะผ่านก็ไปช่วงหน้าหนาวพอดี เป็นช่วงที่หิมะตก 3 เดือนซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นที่เดนมาร์กเลยและเป็นปีที่หนาว -10 หนาวที่สุดในรอบ 30 ปี ถึงจะหนาวโหดมาก แต่เป็นปีที่โคเปนเฮเกนสวยมากที่สุด ทุกอย่างขาวถ่ายรูปออกมาสวยหมด หลังจากนั้นหน้าหนาวปีอื่นๆ ก็ทำอะไรเราไม่ได้ เพราะเราเหมือนเอลซ่าในเพลงที่ร้องว่า The cold never bothered me anyway!”
“คนส่วนใหญ่ depress หมด แต่เราไม่เคยเป็นเลยสักวันเดียว อยู่ที่เดนมาร์กเราเอนจอยกับอะไรใหม่ๆ และไม่เคย take things for granted กับทุกสิ่งที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุน การเรียน การทำงาน เงินเดือน หรือโอกาสต่างๆ เรา appreciate และทำทุกอย่างเต็มที่”

ชินนี่เรียนต่อเนื่องในสาขาชีวสารสนเทศซึ่งการเรียนปริญญาเอกในเดนมาร์กจะได้รับการทรีตว่าเป็น junior researcher หรือนักวิจัยรุ่นเยาว์จึงเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินเดือน เมื่อ 16 ปีที่แล้วเธอได้รับเงินเดือนเกือบ 1 แสนบาท (หักภาษีแล้ว) ปัจจุบันเธอเป็นทั้งนักวิจัยและอาจารย์สอนนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอกในวิชา Fighting Infectious Diseases (การต่อสู้กับโรคติดเชื้อ) กับ Infectious Diseases Bioinformatics (การใช้ชีวสารสนเทศในการศึกษาโรคติดเชื้อ)
“มหาวิทยาลัยเองก็เป็นหน่วยงานของรัฐที่เรียกว่า สถาบันอาหารแห่งชาติของเดนมาร์ก คล้ายๆ อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ของบ้านเรา หน้าที่เราคือเป็น advisory service อย่างเวลาเกิดโรคระบาด หรือ outbreak อย่าไปคิดว่าต้องเหมือนโรคอีโบลา แต่โรคระบาดคือเมื่อเชื้อโรคมันเริ่มติดหลายๆ คนในเวลาอันสั้นในที่เดียวกันและมีความเสี่ยงที่เริ่มจะคุมไม่ได้ ถ้าในเมืองไทยต้องติดจนเป็นเคสใหญ่ถึงจะต้องควบคุมใช่ไหม แต่ที่เดนมาร์กที่มีประชากร 5 ล้านคน คำว่าเคสใหญ่คือ 10 คนในเวลา 2-3 วันก็ถือว่าใหญ่แล้ว”

“เวลาที่เจอเชื้อโรค ไม่ว่าในคน ในอาหาร หรือในสัตว์ เขาก็จะเก็บมันไว้เหมือนเก็บไว้ในห้องสมุด แต่ห้องสมุดคือตู้แช่เชื้อที่ผ่านการถอดรหัส DNA ทั้งหมดเก็บไว้ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ หากวันหนึ่งมีการติดเชื้อโรคก็จะไปดูในฐานข้อมูลอาหารและสัตว์ว่ามีข้อมูล DNA ของเชื้อชนิดนี้หรือไม่ แล้วเอา DNA มาเปรียบเทียบกับ DNA ที่อยู่ในมนุษย์แล้วดูว่ามันใช่ตัวเดียวกันหรือเปล่า เหมือนสืบจากศพว่านี่เป็นฆาตกรหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เราทำให้เขา”
ชินนี่ยกเคสเมื่อปลายปี 2568 ที่เธอมีส่วนช่วยในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในอาหารโดยการนำ DNA ของเชื้อโรคที่ติดในคนมาเปรียบเทียบกับ DNA ของแบคทีเรียในอาหารต่างๆ ผลวิจัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลเรียกคืนสินค้าออกจากการจำหน่ายได้อย่างรวดเร็ว
“ชินนี่ได้ข้อมูล DNA วันอาทิตย์คือวันหยุด แล้วเขาต้องการให้ รมต. สาธารณสุข ออกข่าวแถลงวันจันทร์ ชินนี่ใช้เวลาวันอาทิตย์ 2 ชั่วโมงวิเคราะห์ให้เขา จนเจอว่าแมตช์กัน แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็ประกาศเรียกคืนสินค้าเป็นพันๆ ชิ้นออกจากร้านค้า คือชินนี่เล่าเพราะภูมิใจว่าฉันได้ช่วยเซฟคนที่ฉันไม่รู้จักแล้วไม่รู้ว่าเซฟได้กี่คน อาจจะเป็น หนึ่ง สอง สาม คนที่อาจจะติดเชื้อจากการกินอาหารนี้ แต่ฉันมั่นใจว่าถ้าฉันทำผลทดลองนี้ออกมาเร็ว แล้วเขาจะเรียกคืนได้เร็ว แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าเรามีฐานข้อมูลดีด้วยแล้วแชร์กัน”
นอกจากระบบสาธารณสุขที่มีฐานข้อมูล การเข้าถึงและการแชร์กันเพื่อป้องกันและควบคุมโรคได้รวดเร็ว รวมถึงระบบการขนส่งมวลชนที่เข้าถึงง่ายและตรงเวลาระดับวินาที อีกสิ่งหนึ่งที่ชินนี่ชื่นชมคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบรัฐสวัสดิการของเดนมาร์ก
“รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้นอกจากมีเงินแล้ว ประชากรต้องมี trust ด้วย คือความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ในระดับครอบครัวยันระดับประเทศ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ถ้าจะมีรัฐสวัสดิการให้เงินเรียนฟรีแล้วมีคนเรียนไปแล้วไม่ชอบขอซิ่วไปเรียนที่ใหม่ ยูจะยอมให้ภาษีของยูจากคนเมืองกรุงโคเปนเฮเกนมาให้อีแก้วอีคำจากต่างจังหวัดมาเรียนอะไรก็ไม่รู้ เรียนแล้วก็ออกแล้วก็กลับมาเรียนใหม่หรือเปล่า ถ้าคิดแบบนี้รัฐสวัสดิการก็จะไม่เกิด เขาจึงมี trust ไม่ว่าเพื่อนร่วมชาตินั้นจะใช้เงินไปทำอะไร แต่เป็นเงินที่เขามีสิทธิ์ที่จะได้ และ trust ทำให้เขามีการเมืองที่มั่นคงยอมรับในการเลือกของคนในชาติ สร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐแล้วจะ build up ไปสู่สิ่งที่มันใหญ่กว่านี้คือความมั่นคงของประเทศ”

เชื้อดื้อยา ภัยร้ายที่คุกคามชีวิตมนุษย์มากขึ้น
สิ่งที่นักวิจัยของ DTU ศึกษามาโดยตลอดคือเรื่อง เชื้อดื้อยา เพราะการดื้อยาปฏิชีวนะเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่และรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และหากไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน ค.ศ. 2050 อาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 ตลอด 3 ปีรวมกัน ทีมวิจัยจึงได้ศึกษาเรื่องยีนดื้อยาไม่ใช่เฉพาะแค่เชื้อในโรงพยาบาล แต่ดู ecosystem ของยีนดื้อยาทั้งระบบผ่าน “น้ำเสีย” กว่า 700 ตัวอย่างจาก 200 กว่าเมืองใน 100 ประเทศทั่วโลกเพื่อดูปริมาณการดื้อยาและปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการดื้อยามากขึ้นหรือน้อยลง และพบว่านอกจากปัญหาจากการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปแล้ว ระบบสาธารณสุขและสุขอนามัยเป็นปัจจัยสำคัญของการติดเชื้อและกระจายปริมาณยีนดื้อยาสูง งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications
“ระบบสาธารณสุขเกี่ยวข้องในดีกรีที่มากกว่าการใช้ยาหรือไม่ใช้ยาด้วยซ้ำ อันนี้ต้องเน้นว่าการใช้ยาเกี่ยวข้องแน่นอน แต่มันมีปัจจัยอื่นที่ต้องโฟกัสด้วยไม่ใช่แค่ลดการใช้ยา ชินนี่สนใจศึกษาปัจจัยเรื่องรายได้และคุณภาพชีวิตของประชากรว่าส่งผลต่อปริมาณการดื้อยาหรือไม่ ก็ต้องหาตัวอย่างเมืองที่เห็นความต่างของรายได้อย่างชัดเจนแบบเถียงไม่ขึ้นซึ่งก็คือ กรุงเทพฯ และเรามี network ด้วย จึงมีการเก็บตัวอย่างอุจจาระจากชุมชนที่รายได้ต่ำ กลาง และสูง และพบว่ายิ่งรายได้ต่ำและคุณภาพชีวิตแย่ ยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค เสี่ยงต่อการกระจายของเชื้อโรค และเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยา”

ชินนี่ กล่าวว่าการศึกษาเรื่องยีนดื้อยาเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องศึกษาไปตลอด เพราะเชื้อโรคเรียนรู้และปรับตัวทั้งปั๊มยาออกจากเซลล์หรือสร้างเอนไซม์ขึ้นมาทำลายยาปฏิชีวนะ Professor Frank Aarestrup ที่เป็นหัวหน้าของเธอศึกษาเรื่องนี้มาตลอดกว่า 50 ปี
“บอสของชินนี่ศึกษาตั้งแต่ยังไม่มีเทคโนโลยีการถอดรหัส DNA อย่างเดนมาร์กมีประชากร 5 ล้านคนแต่ส่งออกหมูมากถึง 10 ล้านตัวและถ้าหมูติดเชื้อคือมหันตภัยทางเศรษฐกิจเลยนะ เขาศึกษาเรื่องเชื้อดื้อยาในหมูเมื่อ 40 ปีที่แล้ว และได้ตัวเลขออกมาพิสูจน์ให้รัฐบาลเห็นว่าเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกปีทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตหมูน้อยลง เนื่องจากฟาร์มมักให้หมูกินยากันติดโรคไว้ก่อนซึ่งมันไม่ได้กัน แต่ทำให้เชื้อโรคดื้อยา เดนมาร์กจึงเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่แบนการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์เพื่อเพิ่ม productivity”
“นี่คือสิ่งที่ ชินนี่ ชอบในการเป็นนักวิทย์คือ เราไม่ตะโกนว่าเธอต้องเปลี่ยนแบบนี้แบบนั้น เราไม่ใช่ activist แต่เราทำงานวิจัยให้ผลมันเห็นต่อหน้าต่อตาว่าปัญหาคืออะไร และให้ยูไปออกกฎหมายแก้เอา ถ้ายูไม่ทำก็อาจแสดงว่าฉันยังทำวิจัยได้ไม่ดีพอ ฉันก็ทำต่อจนกว่ายูจะแก้ นี่คือหน้าที่ของนักวิทย์แบบที่บอสของชินนี่ทำจนกระทั่งรัฐบาลออกกฎหมายทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ยากขึ้น”

Longevity ไลฟ์สไตล์เพื่อชีวิตยืนยาวอย่างสุขภาพดี
เมื่ออายุขยับจากเลข 3 ไปเลข 4 สิ่งที่ชินนี่ศึกษาและสนใจอย่างมากคือ longevity การมีชีวิตยืนยาวพร้อมกับสุขภาพที่ดี เริ่มจากร่างกายเหนื่อยง่ายขึ้น น้ำหนักขึ้นแม้จะออกกำลังกายเหมือนเดิมและเล่นโยคะจึงเริ่มหาสาเหตุและหนทางเพื่อให้ได้อยู่นานๆ รอรับบำนาญที่โดนหักในอัตราสูงเข้ากองทุนทุกเดือน
“ตอนนั้นน้ำหนักมากกว่านี้ 10 กิโล ชุดแบรนด์ไทยที่ชอบทั้งหมดใส่ไม่ได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่ชินนี่ก็รู้ แต่ไม่เคยลิงก์ได้เลยคือน้ำตาล จนกระทั่งได้อ่านหนังสือ Glucose Revolution (เขียนโดย Jessie Inchauspé) แล้วอยากจะตบหัวตัวเองเลยเมื่ออ่านจบ ฉันเรียนเรื่องการเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์ตั้งแต่ ม. ปลาย น้ำตาลที่มากเกินไปทำให้เซลล์เหนื่อย ทำให้อินซูลินพุ่ง ทำให้มีภาวะดื้ออินซูลินและเป็นเบาหวาน ส่วนน้ำตาลที่ร่างกายขับออกไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นฟอร์มอื่นที่ไม่เป็นพิษแล้วเก็บไปเรื่อยๆ ซึ่งก็คือไขมัน ดังนั้นเราต้องมีวิธีกินที่ถูกต้องคือ กินตามลำดับ ตามที่หนังสือบอก”
หลังจากนั้นเธออ่านหนังสือเรื่อง longevity มากกว่า 20 เล่ม จนกระทั่งเปิดคอร์สออนไลน์เรื่อง longevity lifestyle สนับสนุนให้เปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพที่ดี
“เอาตัวเองเป็นตัวอย่าง เพราะฉันยอมตายถ้าฉันไม่ได้กินของอร่อยและต้องกินอิ่ม เพียงแค่ต้องกินตามลำดับ เริ่มจากผักไฟเบอร์ทุกอย่าง แล้วตามด้วยโปรตีน ไขมันดี แป้ง ของหวาน และน้ำตาลไว้ท้ายสุด สิ่งนี้มันจะง่ายถ้าเป็นอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เพราะเริ่มด้วยสลัด สเต๊ก พาสตา และทิรามิสุ ผักก็ต้องกินให้หลากหลาย เพราะเป็นอาหารที่ดีให้กับจุลินทรีย์ probiotics ที่ก็มีหลากหลายเช่นเดียวกันในลำไส้เรา แต่น้ำตาลจะไปฟีดจุลินทรีย์ที่ไม่ดีต่อร่างกายทำให้ติดเชื้อง่าย”

ชินนี่จะเริ่มมื้อเช้าด้วยโยเกิร์ต เพราะมีทั้งโปรตีนและ probiotics ที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้และเสริมภูมิคุ้มกัน และเติมไฟเบอร์เข้าไปด้วยผลไม้ตระกูลเบอร์รีต่างๆ เพราะมีน้ำตาลต่ำ พร้อมกับธัญพืชอย่างเมล็ดเจียและเมล็ดแฟลกซ์เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ส่วนมื้อเที่ยงกินให้อิ่มตามลำดับการกิน แต่มื้อเย็นลดปริมาณลง
“คนไทยเป็นโรคเบาหวานเยอะขึ้น คือเป็นโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันแย่ลงและเป็นการเปิดปราการให้เชื้อโรคเข้ามาติด ถ้ามีสุขภาพดีจะเป็นเกราะกำบังให้ไม่ติดเชื้อตั้งแต่ต้น แต่สิ่งนั้นมันก็สะท้อนกลับไปที่คุณภาพชีวิตอีกนั่นแหละ ว่าจะทำยังไงให้มีสุขภาพดีและกินดีได้ บางคนพูดว่าคนเป็นเบาหวานเป็นโรคเวรกรรมเพราะพฤติกรรมของตัวเอง แต่มันไม่ใช่ความผิดเขา 100% เพราะสามสิ่งที่เขาต้องมีคือ accessibility การเข้าถึงอาหารที่สุขภาพดีได้ง่าย affordability คือเงิน และ knowledge คือความรู้ ถ้าเขาไม่มีสามสิ่งนี้ยูไม่มีสิทธิ์ไปว่าเขานะ”
ชินนี่ ยกตัวอย่างว่าแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าการหาน้ำเปล่ายังยากกว่าน้ำชง หรือจะซื้อผลไม้ตระกูลเบอร์รีต่างๆ ก็ราคาแพงมากกว่าไก่ทอดและมันฝรั่งทอด
“ชินนี่จึงไม่เคยเบลมใครว่าเป็นโรคเวรกรรม แต่อยากใช้คำว่าเราต้องช่วยกันเปลี่ยน lifestyle ที่ต้องทำไปทุกวันให้เป็นชีวิตประจำวัน” เธอกล่าวทิ้งท้าย
ขอบคุณสถานที่สัมภาษณ์และถ่ายภาพ : โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ โทร. 02-442-2000 www.facebook.com/HiltonBangkok