เปิดพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต แสดงภาพชิ้นเอกและหุ่นกระบอกของปรมาจารย์ภาพพอร์เทรตพร้อมโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทย
Arts & Culture

เปิดพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต แสดงภาพชิ้นเอกและหุ่นกระบอกของปรมาจารย์ภาพพอร์เทรตพร้อมโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทย

Focus
  • หลังจากใช้เวลากว่า 10 ปี พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ของปรมาจารย์ด้านภาพพอร์เทรตและหุ่นกระบอกพร้อมเปิดให้เข้าชมได้ในปลายเดือนมีนาคม 2569
  • พิพิธภัณฑ์มีห้องจัดแสดงภาพศิลปะของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต กว่า 100 ชิ้น และคอลเลกชันหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ตอน “โจโฉแตกทัพ” และตะเลงพ่าย
  • ด้านในยังมีโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง และคาดว่าจะเปิดม่านการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในช่วงต้นปี 2570 

ย้อนไปใน พ.ศ. 2551 หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงนั้นคือโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม 32 ชั้น ติดกับบ้านไม้สองชั้นในซอยเอกมัย กรุงเทพฯ ของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2543 ซึ่งบ้านหลังนั้นเป็นทั้งสถานที่ทำงาน แหล่งเรียนรู้ศิลปะหลากแขนง และยังเป็นสถานที่ซ้อมการแสดงหุ่นกระบอกที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรี จึงเกิดกรณีพิพาทว่าการก่อสร้างดังกล่าวอาจก่อความเสียหายต่อโครงสร้างบ้านและภาพเขียน หุ่นกระบอก ฉากละคร ต้นแบบประติมากรรม และต้นแบบร่างจิตรกรรมฝาผนังที่ล้วนประเมินค่าไม่ได้ จนนำไปสู่การระดมทุน เช่น การจัดสร้างพระพุทธรูปองค์จำลองที่อาจารย์จักรพันธุ์ออกแบบ เพื่อนำรายได้จากการให้เช่ามาซื้อที่ดินที่จะก่อสร้างดังกล่าว

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ขณะเขียนฉากการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ภายในบ้านซอยเอกมัย
(ไฟล์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)

แม้ในที่สุดโครงการก่อสร้างได้ถูกระงับไปด้วยกระแสต่อต้านที่ขยายวงกว้าง อาจารย์จักรพันธุ์และลูกศิษย์เห็นพ้องกันว่าควรหาพื้นที่แห่งใหม่เพื่อจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรในการเก็บรักษาและจัดแสดงผลงานพร้อมกับโรงละครแสดงหุ่นกระบอก จนนำมาสู่การซื้อที่ดินขนาด 5 ไร่ บริเวณถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2554 และหลังจากใช้เวลา 10 กว่าปี ในที่สุด พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจและทุนทรัพย์ส่วนตัวด้วยงบประมาณทั้งหมดราว 130 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ โดยในเบื้องต้นจะเปิดทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569 

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
อาคารพิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต 

นอกจากส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว ด้านในยังมีโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง ด้วยระบบเวที แสง สี เสียงเต็มรูปแบบ และคาดว่าจะเปิดม่านการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในช่วงต้นปี 2570 เรื่องตะเลงพ่าย นี้มีการเขียนบทในปี 2532 และซ้อมการแสดงมาตั้งแต่ปี 2533 ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัย และเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจนกระทั่งหยุดชะงักไปภายหลังอาจารย์ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือสโตรกในปี 2558 

โรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง

“ช่วงที่เกิดปัญหากับโครงการตึกสูงนั้น ในช่วงแรกก็มีแนวคิดจะหาเงินมาขอซื้อที่ดินตรงที่เขาจะก่อสร้าง พวกเราในนามมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จึงได้สร้างพระองค์จำลองของพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือเรียกย่อๆ ว่า พระตะเลงพ่าย ที่อาจารย์ออกแบบเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเพื่อใช้เป็นพระประธานในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย และนำมาให้คนเช่าบูชาก็ได้เงินมาพอสมควร แต่ก็ไม่มากพอที่จะขอซื้อที่ดินผืนนั้นในราคา 100 กว่าล้านบาท ยังไม่ได้มีการเจรจาซื้อขายกันหรอก เพราะคิดว่าลองไปหาที่อื่นดูก่อน จนมาเจอที่แห่งนี้เป็นสวนรกร้างมีบึงบัวขนาดใหญ่ มีนก อาจารย์ชอบเลยตัดสินใจซื้อในราคา 30 ล้านบาทในปี 2554 ต่อมาไม่นานก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ กว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ก็ในปี 2559 เพราะต้องหาทุนไปด้วยโดยใช้งบก่อสร้างอาคารอีกราว 100 ล้านบาท” ต๋อง-วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ผู้เป็นทั้งศิษย์เอกและมือขวาที่ทำงานกับอาจารย์จักรพันธุ์มายาวนานกว่า 50 ปี กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

เปิดประตูสู่พิพิธภัณฑ์หลังใช้เวลากว่า 10 ปี

ตัวอาคารออกแบบเป็น 3 ชั้นบนพื้นที่ 1 ไร่ และมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,000 ตารางเมตร ชั้นล่างเป็นใต้ถุนสูงสำหรับจัดกิจกรรมด้านศิลปะ ชั้น 1 เป็นโรงละครหุ่นกระบอกเพดานสูง 7 เมตรเพื่อรองรับฉากขนาดใหญ่ ร้านขายของที่ระลึก และคาเฟ่ชื่อกระท่อมรจนา ส่วนชั้น 3 เป็นห้องจัดแสดงภาพสเกตช์และภาพจิตรกรรมเรียงตามไทม์ไลน์ประมาณ 100 ชิ้น จำนวน 2 ห้อง และคอลเลกชันหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ตอน “โจโฉแตกทัพ” และ ตะเลงพ่าย

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผู้ชมจะได้เห็นตั้งแต่ภาพสเกตช์บนกระดาษในปี 2493 สมัยเรียนที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ภาพสเกตช์รูปเหมือนตนเองในปี 2507 ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบในปี 2509 ขณะเป็นนักศึกษาที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพเหมือนหรือพอร์เทรตบุคคลต่างๆ ด้วยบรรยากาศและแสงเงาอันเป็นเอกลักษณ์ ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2549 ซึ่งต่อมาได้นำไปเป็นต้นแบบเพื่อขยายเป็นภาพขนาดใหญ่ประดับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารในพระบรมมหาราชวัง และภาพชิ้นเอกอย่าง “พระลอเสี่ยงน้ำ” และ “พระสุพรรณกัลยาไปพม่า” ในปี 2551 รวมถึงภาพประกอบหนังสือเรื่องพายุพิโรธ (The Tempest) และแมคเบธ (Macbeth) ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ แปลโดย นพมาส แววหงส์ ในปี 2554

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
ภาพสเกตช์รูปเหมือนตนเองในปี 2507

นอกจากนี้ยังจัดแสดงอุปกรณ์เขียนรูปนอกสถานที่และภาพทิวทัศน์ในจังหวัดจันทบุรีที่ท่านได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักไว้เนื่องจากศรัทธาในพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย แห่งวัดเขาสุกิม และเริ่มเขียนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถให้กับวัดเพื่อเป็นพุทธบูชาในปี 2547 และการจำลองมุมทำงานของอาจารย์จักรพันธุ์ที่บ้านในซอยเอกมัยด้วยอุปกรณ์ที่ใช้งานจริงกับรูปวาดที่เขียนค้างไว้

“ทุกรูปมีความผูกพันกับชีวิตและที่นำมาจัดแสดงเป็นประมาณ1 ใน 3 ของคอลเลกชันที่เก็บไว้ที่บ้านในซอยเอกมัย จะมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนผลงานมาให้ชม เรายังไม่ได้สำรวจและทำทะเบียนผลงานทุกชิ้นอย่างจริงจัง เพราะหลายชิ้นอยู่ในพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์การแพทย์ เมื่อตอนท่านป่วยด้วยสโตรกด้านขวาก็ทำกายภาพบำบัดด้วยการหัดเขียนและวาดด้วยมือซ้ายแทนซึ่งภาพที่เขียนด้วยมือซ้ายสวยมาก แต่ตอนนี้ท่านมีอาการเกร็งทั้งตัว เขียนรูปไม่ได้แล้ว ตาก็ไม่ค่อยลืม แต่ในวันพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ (16 มีนาคม 2569) ท่านลืมตาและรับรู้ได้” วัลลภิศร์ ผู้เรียนวิชาศิลปะไทยกับอาจารย์จักรพันธุ์ตั้งแต่ปี 2515 ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และติดตามทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์เรื่อยมาจนปัจจุบันกล่าว

ภาพเขียนงดงามแบบ “สกุลช่างจักรพันธุ์” 

ในช่วงปี 2508-2517 อาจารย์จักรพันธุ์นิยมวาดภาพเหมือนบุคคลในลักษณะกึ่งนามธรรมโดยใช้ทิวทัศน์ด้านหลังสะท้อนอารมณ์บุคคลในภาพซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในยุคนั้น หนึ่งในภาพชิ้นเอกคือภาพชื่อ “คนนั่ง” ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติในปี 2517 และผู้ชายในภาพที่นั่งในทุ่งเวิ้งว้างสีหม่นนั่นคือ วัลลภิศร์ ซึ่งอาจารย์ให้เขาเป็นแบบในอีกหลายๆ ภาพรวมไปถึงงานมาสเตอร์พีซอย่างงานชุดตัวละครในวรรณคดีไทยเช่นภาพชื่อ “พระลอเสี่ยงน้ำ”

ภาพ “คนนั่ง” ปี 2517 ที่วัลลภิศร์เป็นแบบในภาพ

ภาพเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์นั้นมีส่วนผสมของภาพแบบเรียลลิสติก (realistic) และไอเดียลลิสติก (idealistic) ด้วยการใช้สีที่สะอาด ลวดลายอ่อนช้อย องค์ประกอบและบรรยากาศมีลักษณะกึ่งฝันกึ่งจริงที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวจนได้รับการขนานนามว่าเป็นรูปแบบ “สกุลช่างจักรพันธุ์” 

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ มือขวาของอาจารย์จักรพันธุ์ที่ทำงานร่วมกันมากว่า 50 ปี

“ท่านพูดเสมอว่าการเขียนภาพพอร์เทรตให้เหมือนอย่าดูเครื่องหน้า แต่ให้ดูโครงหน้าก่อน ท่านจะลงแบ็กกราวนด์ก่อนและค่อยกลั่นเป็นหน้าคน จากนั้นค่อยๆ เก็บรายละเอียดข้างใน ท่านไม่ใช้ดินสอร่าง แต่จะร่างด้วยสีน้ำมันเลย เพราะหากจะลบหรือปรับแก้สามารถใช้ผ้าเช็ดออกตอนสียังไม่แห้งจะเกลี้ยงกว่าลงด้วยดินสอเสียอีก ท่านเป็นบุคลากรที่ยิ่งใหญ่ แต่อนิจจังไม่มีเวลาให้ความรู้แล้ว ไม่มีใครสืบทอดงานพอร์เทรตได้แม้แต่ตัวผมเอง เพราะผมถนัดงานจิตรกรรมไทย งานออกแบบ และงานช่างมากกว่า” 

หุ่นกระบอกสามก๊ก สุดวิจิตรกับกลไกอัศจรรย์

ห้องแรกจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ตอน “โจโฉแตกทัพ” ราว 50 ตัว และฉากที่อาจารย์จักรพันธุ์และทีมงานในนามมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่า 12 ปี และเป็นการแสดงหุ่นกระบอกอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของอาจารย์ในปี 2532 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับ 15 รอบการแสดง

หุ่นเล่าปี่

“เวลาจะทำอะไรท่านจะเรียนจริงจัง ไม่ทำส่งเดช ตอนทำเรื่อง สามก๊ก ท่านเชิญครูจีนที่เป็นหัวหน้าคณะหุ่นจากปักกิ่งซึ่งมาเปิดการแสดงที่กรุงเทพฯ พอดีมาช่วยสอนท่ารำ แล้วก็ยังไปดูการแสดงของคณะหุ่นจีนที่มาเล่นตามที่ต่างๆ สมัยก่อนการแสดงหุ่นกระบอกไทยจะนั่งเชิด แต่เมื่อได้ไปดูการแสดงของคณะหุ่นไหหลำแล้วพบว่าเขายืนเชิดทำให้หุ่นเดินสวนกันได้อย่างคล่องตัว เราก็เปลี่ยนมายืนเชิดทำให้ทำฉากพิสดารได้เยอะขึ้นแล้วก็มีการใช้ท่าทางการแสดงแบบงิ้วมาประกอบการเชิดด้วย คุณอำพัน เจริญสุขลาภ (หรือที่รู้จักในชื่อ “เม้ง ป.ปลา”) และภรรยาซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านงิ้วมาช่วยสอน เราก็มาดัดแปลงการเชิดให้หุ่นหันหลังออกเวลาเข้าโรงคล้ายการแสดงงิ้ว” วัลลภิศร์ ผู้ประพันธ์บทหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก อธิบาย

หุ่นจิวยี่สามารถขยับนิ้วเพื่อใช้จับขนหางไก่ฟ้าที่ประดับบนหมวกได้ 

ในขณะที่หุ่นกระบอกแบบโบราณนั้นไม่สามารถขยับมือได้และไม่มีกลไกซับซ้อนมากนัก แต่อาจารย์จักรพันธุ์สร้างสรรค์หุ่นกระบอกที่สามารถจีบ กำ และจับอุปกรณ์อย่างดาบ พัด และแส้ม้า ได้อย่างสมบูรณ์โดยการร้อยเชือกไขว้สลับคล้ายหุ่นหลวง และกระเดื่องที่ข้อมือหุ่นยังเอื้อให้ข้อมือกระดกได้ทำให้ทำท่าทางต่างๆ ได้ดูสมจริง เช่น หุ่น “จิวยี่” สามารถขยับนิ้วเพื่อใช้จับขนหางไก่ฟ้าที่ประดับบนหมวกได้ หรือมือถือพัดที่ติดกลไกสามารถคลี่และหุบได้ด้วย นอกจากนี้หุ่นกระบอกยังมีสัดส่วนสวยงามสมจริงในทางกายวิภาค หันคอและขยับปากได้พร้อมเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงาม 

หุ่นนางบิฮูหยินมีต้นแบบมาจากตุ๊กตาจีนในวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

หุ่นกระบอกจัดแสดงอยู่ภายในตู้กระจกที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น โดยมีหุ่นตัวละครเอกที่อาจารย์จักรพันธุ์ปั้นและเขียนหน้าเอง เช่น หุ่นจิวยี่ หุ่นโจโฉ หุ่นเล่าปี่ หุ่นซุนกวน และหุ่นนางบิฮูหยินที่ได้รูปแบบโครงหน้าและหมวกมาจากตุ๊กตาจีนในวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและเป็นหุ่นตัวแรกที่สร้างขึ้นสำหรับเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีฉากซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปกรรมจีนและไทยผสมกัน เช่น ฉากทิวเขาและแม่น้ำวาดโดยอาจารย์จักรพันธุ์ซึ่งภาพของแม่น้ำมีการวาดลายคลื่นอย่างจิตรกรรมไทย และฉากไหว้ครูเป็นภาพจิตรกรรมไทยประเพณีสีอะคริลิกบนผืนผ้าใบออกแบบวัลลภิศร์

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

จากหุ่นหลวงและหุ่นวังหน้าสู่หุ่นมีชีวิตของจักรพันธุ์

ในปี 2526 อาจารย์จักรพันธุ์และทีมงานได้รับเชิญให้ซ่อมแซมหุ่นหลวงจำนวน 5 ตัว ซึ่งเป็นหุ่นไม้ขนาดใหญ่สูงประมาณ 1 เมตร ใส่เครื่องประดับและแต่งกายเช่นเดียวกับตัวละครในการแสดงโขน ภายในโครงตัวหุ่นมีสายเชือกโยงใยเป็นกลไกสำหรับเชิดหุ่นทำให้เคลื่อนไหวได้คล้ายท่ารำของโขน การที่ได้เรียนรู้ระบบกลไกเคลื่อนไหวของหุ่นหลวงในครั้งนั้นทำให้อาจารย์นำมาปรับใช้กับการทำหุ่นเรื่อง สามก๊ก ได้สมจริงแตกต่างกับหุ่นกระบอกแบบโบราณ

ต่อมาในปี 2536 ได้ซ่อมหุ่นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ หรือ หุ่นวังหน้า ชุดรามเกียรติ์ จำนวน 100 ตัว ซึ่งมีความคล้ายกับหุ่นหลวง แต่มีขนาดเล็กกว่า คือสูงประมาณ 1 ฟุต โดยทั้งหุ่นหลวงและหุ่นวังหน้าปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
อาจารย์จักรพันธุ์เชิดหุ่นพระสุพรรณกัลยา (ไฟล์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)

อาจารย์จักรพันธุ์ชื่นชอบหุ่นกระบอกตั้งแต่ในวัย 12 ขวบ เมื่อได้เห็นการแสดงหุ่นกระบอกของ คณะนายเปียก ประเสริฐกุล เป็นครั้งแรกทางโทรทัศน์ ต่อมาในปี 2517 ได้มีโอกาสรู้จักกับ ครูชื้น (ประเสริฐกุล) สกุลแก้ว เจ้าของหุ่นกระบอกคณะนายเปียก ผู้ถ่ายทอดวิชาเชิดหุ่นให้พร้อมกับขายหุ่นกระบอกชุดแรกให้อาจารย์จักรพันธุ์ ท่านได้นำมาซ่อมแซมและสร้างหุ่นเพิ่มจนครบพอเปิดการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี ตอน “หนีผีเสื้อสมุทร” ในปี 2518 ที่โรงละครแห่งชาติซึ่งนับเป็นการแจ้งเกิดหุ่นกระบอกของอาจารย์จักรพันธุ์และคณะ ตามมาด้วยเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “นางลอย” ในปี 2520 ที่วังสวนผักกาด 

“ในช่วงแรกหุ่นเป็นโครงไม้และปั้นด้วยปูนขาวและปูนปลาสเตอร์ จากนั้นปิดกระดาษและเขียนสีและประดับลายด้วยรักทำให้ตัวหุ่นมีน้ำหนักมาก ต่อมามีการพัฒนาใช้อีพ็อกซีผสมผงชันและปิดกระดาษและทาสีรองพื้นเพื่อเขียนหน้าในขั้นตอนต่อไปด้วยสีฝุ่นสำหรับหุ่นชุดสามก๊ก ทำให้หุ่นมีน้ำหนักเบา เชิดได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ส่วนหุ่นชุดปัจจุบันเรื่องตะเลงพ่าย ทำจากเรซินและมีการสร้างกลไกที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวสมจริง”

ชุดหุ่นตะเลงพ่าย เพื่อเชิดชูบูรพกษัตริย์ไทยและวีรชน

ส่วนอีกห้องจัดแสดงหุ่นกระบอกราว 200 ตัวเรื่องตะเลงพ่าย เพื่อเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงให้แก่พม่าเมื่อปี 2112 เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเหล่าบรรพชนในอดีต วัลลภิศร์ใช้เวลาเขียนบทเรื่องนี้เพียงแค่ 1 เดือนในปี 2532 และเริ่มซ้อมการแสดงมาตั้งแต่ปี 2533 ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัยและเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจนกระทั่งหยุดชะงักไปภายหลังอาจารย์ป่วยด้วยโรคสโตรกในปี 2558 

หุ่นพระสุพรรณกัลยาประดับด้วยทับทิมสยาม

หุ่นที่สร้างเป็นตัวแรกของชุดนี้คือ “หุ่นพระสุพรรณกัลยา” ในปลายปี 2545 ดวงตาหุ่นทำจากแก้วและใช้วิธีฝังดวงตาลงไปทำให้หุ่นดูราวกับมีชีวิต อาจารย์จักรพันธุ์ออกแบบเครื่องประดับหัวมีลักษณะแบบรัดเกล้าและสร้างจากเงินแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ชุบด้วยทองคำขาวและประดับทับทิมสยาม และยังเขียนหุ่นตัวละครเอกอื่นๆ เช่น หุ่นพระนเรศวร หุ่นพระเอกาทศรถ และหุ่นพระมหาอุปราชา และเป็นผู้เชิดเอง

กลไกของมือหุ่นสามารถเคลื่อนไหวได้ดูสมจริง 

กลไกของมือหุ่นยังเคลื่อนไหวได้ดูสมจริง เช่น ฉากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพด้วยการหลั่งน้ำทักษิโณทกนั้นมีการเทน้ำจริงจากภาชนะในมือหุ่น มือหุ่นยังสามารถดึงดาบออกจากฝักได้ทำให้ฉากสู้รบดูสมจริง นอกจากนี้ยังมีกลไกพิเศษที่ประดิษฐ์เป็นครั้งแรกคือกลไกพ่นควันเมื่อมีฉากสูบกล้องยาสูบหรือบ้องกัญชา ส่วนหุ่นช้าง ม้า จระเข้ และไก่ชน ติดตั้งกลไกให้เคลื่อนไหวได้เช่นกัน เช่น ช้างศึกมีเชือกผูกที่หู งวง หาง และขาทั้ง 4 จากนั้นร้อยกับกลไกด้านล่างของตัวช้างมีลักษณะคล้ายรถเข็นทำให้เคลื่อนไหวได้คล่อง

“หลังจากแสดงเรื่อง สามก๊ก จบ อาทิตย์ต่อมาอาจารย์ก็ให้ไปหาเรื่องใหม่มาเล่นอีกแล้ว บอกว่าไม่ใช่ว่าอยากได้ตังค์นะ แต่มันสนุกดี ส่วนตัวผมไม่อยากให้เล่นหุ่นหรอก เพราะกว่าจะทำแต่ละเรื่องเหนื่อยมาก อย่างเรื่องสามก๊ก ใช้เวลา 10 กว่าปีกว่าจะเสร็จ พอทำเรื่องใหม่ก็ต้องศึกษาใหม่และทำทุกอย่างใหม่หมด เขียนเรื่อง ตะเลงพ่าย ผมก็ต้องไปเรียนภาษาพม่า นี่ทำมา 30 กว่าปียังไม่ได้เล่นแบบเต็มรูปแบบเลย”

การแสดงรอบระดมทุนเรื่อง ตะเลงพ่าย ในปี 2562

ทางมูลนิธิเคยเปิดการแสดงเรื่องตะเลงพ่าย ที่โรงละครในพิพิธภัณฑ์เมื่อปี 2562 อย่างไม่เต็มรูปแบบเพื่อระดมทุน ส่วนการแสดงเต็มรูปแบบครั้งแรกจะเปิดม่านได้ในช่วงต้นปี 2570 ในขณะนี้เริ่มมีการซ้อมบ้างแล้วโดยจะใช้คนเชิดทั้งหมดราว 100 คน มีคนเชิดหลัก 30 คน สร้างฉากใหม่เพิ่มอีก 2 ฉาก และใช้เวลาเล่นประมาณรอบละ 3 ชั่วโมงครึ่ง 

การจัดสร้างและการแสดงหุ่นกระบอกเป็นการรวมตัวของช่างฝีมือหลายแขนงทั้งงานเขียน งานปั้น ปักผ้า ดนตรีไทย และนาฏศิลป์ จึงใช้เวลานานกว่า 10 ปี กว่าจะเปิดการแสดงสักเรื่องหนึ่ง เพราะแค่ขั้นตอนการสร้างหุ่นตั้งแต่ปั้น เขียนหน้า ทำกลไก ปักดิ้นเลื่อมเครื่องแต่งตัว ก็ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะสำเร็จ ยังไม่รวมการซ้อมเชิดหุ่นและการแต่งเพลงประกอบใหม่ขึ้นมาอีก

อาจารย์จักรพันธุ์เป็นผู้ที่เชิดหุ่นได้งดงามมากและได้รับการฝึกสอนจากปรมาจารย์หลายแขนง ท่านได้เรียนการทำหัวโขนจาก ครูชิด ดวงใหญ่ เรียนการเชิดหุ่นกับ ครูชื้น สกุลแก้ว และ ครูวงษ์ รวมสุข เรียนรำละครกับ ครูบุญยัง เกตุคง เรียนปักดิ้นเลื่อมกับ ครูเยื้อน ภาณุทัต เรียนการบรรจุเพลงประกอบสำหรับแสดงหุ่นกับ ครูบุญยงค์-ครูบุญยัง เกตุคง และ ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

สานต่อเจตนารมณ์ในวันที่ผู้นำทัพอ่อนล้า

นอกจากจัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลกชันหุ่นกระบอกแล้ว พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็น “พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้” มีโครงการจะจัดทำกิจกรรมเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้แก่ผู้สนใจ เช่น รำไทย เชิดหุ่น ดนตรีไทย และจิตรกรรมไทย บริเวณรอบอาคารพิพิธภัณฑ์ยังสร้างเป็นสวนเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติอีกด้วย

“การสร้างและดูแลพิพิธภัณฑ์มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นของมีค่าของแผ่นดินทำให้อนุชนได้ดู ท่านเป็นครูและพูดเสมอก่อนเขียนรูปไม่ไหวว่าจะไม่ยอมขายรูป เพราะถ้าขายหมดรูปก็จะไปอยู่ที่บ้านคนรวย นักเรียนนักศึกษาไม่มีโอกาสได้เห็น บางคนว่ารูปท่านแพงมาก เพราะท่านงกเงิน แต่การสร้างหุ่นนั้นต้องใช้เงินเยอะมากทั้งการประดับด้วยเพชรพลอยและผ้าที่ใช้ทำเครื่องแต่งกาย ท่านพูดว่าหุ่นไม่มีวันแก่ ดังนั้นต้องทำให้สวยงามเสมอเพื่อเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ” 

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

“ผมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับอาจารย์มานาน แต่เมื่อผู้นำไม่ไหว เราก็ต้องสานต่อให้จบ ผมสนิทกับท่านก็เพราะหุ่น ตอนเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเรียนหนังสือไม่เก่ง ฐานะทางบ้านก็ไม่ดี ท่านทักผมว่า ‘ทำไมหนูหน้าตาไม่มีความสุขเลย’ ตอนนั้นท่านมักพกหุ่นกระบอกตัวเล็กๆ ติดตัวแล้วก็กล่าวต่อว่า ‘อย่าทุกข์ใจไปเลย ไปเชิดหุ่นกันเถอะ’ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดตามทำงานกับท่านเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2515 จนทุกวันนี้ผมอายุ 75 ปีแล้ว” 

ผู้มีความประสงค์สนับสนุนพิพิธภัณฑ์สามารถร่วมสมทบทุนผ่านมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต หรือร่วมเช่าพระองค์จำลองของพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย (พระตะเลงพ่าย) หรือสนับสนุนของที่ระลึกต่างๆ เช่น ภาพพิมพ์ หนังสือรวมผลงานจิตรกรรม และหนังสือรวมบทความของอาจารย์ในฐานะคอลัมนิสต์นามปากกา “ศศิวิมล” ที่ร้านขายของที่ระลึกภายในพิพิธภัณฑ์

Fact File

  • พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตั้งอยู่ที่ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. 
  • ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 300 บาท นักศึกษา 150 บาท นักเรียน 100 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ไม่เสียค่าเข้าชม 
  • สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ โทร.0-2392-7754 หรือ www.facebook.com/chakrabhand

Author

เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต
Feature Editor ประจำ Sarakadee Lite อดีต บรรณาธิการข่าวไลฟ์สไตล์ Nation ผู้นิยมคลุกวงในแวดวงศิลปวัฒนธรรมจนได้ขุดเรื่องซีฟๆ มาเล่าสู่กันฟังเสมอ

Photographer

ประเวช ตันตราภิมย์
เริ่มหัดถ่ายภาพเมื่อปี 2535 ด้วยกล้องแบบ SLR ของพ่อ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองก่อนหาความรู้เพิ่มเติมจากรุ่นพี่และนิตยสาร รวมถึงชุมนุมถ่ายภาพ สิบกว่าปีที่เดินตามหลังกล้อง มีโอกาสพบเห็นวัฒนธรรม ประเพณี กลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ เชื่อว่าช่างภาพมีหน้าที่สังเกตการณ์ ถ่ายทอดสิ่งที่เห็น และเล่าเรื่องด้วยภาพไปสู่ผู้ชม