พิพิธภัณฑ์ลับ มิวเซียมวัดโพธิ์ เดินลงชั้นใต้ดิน ตามหาสมบัติล้ำค่ากว่า 1,400 รายการ
- วัดโพธิ์เปิด พิพิธภัณฑ์ลับ ที่ซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารหอสมุดและจัดแสดงศิลปวัตถุล้ำค่ากว่า 1,400 รายการ
- สิ่งของจัดแสดงประกอบด้วยเครื่องประดับมุก เครื่องลายคราม เครื่องถ้วยและที่ชา และเครื่องแก้วเจียระไน ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์และผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย
- วัดโพธิ์ยังปรับปรุงศาลามณฑปอีกแห่งให้เป็นห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้วอีกกว่า 200 รายการ
นอกจากพระนอนขนาดใหญ่ นวดไทย รูปปั้นยักษ์ และจารึกวัดโพธิ์ที่รวบรวมตำราการแพทย์แผนโบราณและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยองค์การยูเนสโก วัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ยังมี Hidden Museum หรือ พิพิธภัณฑ์ลับ มิวเซียมวัดโพธิ์ ซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารหอสมุดและจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุล้ำค่าของวัดกว่า 1,400 รายการ เช่น เครื่องประดับมุก เครื่องลายคราม เครื่องถ้วยและที่ชา เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องแก้วเจียระไน ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์และผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายตลอดระยะเวลา 200 กว่าปีของพระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประจำรัชกาลของรัชกาลที่ 1 แห่งนี้

มิวเซียมวัดโพธิ์ (Museum Wat Pho) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ หกรอบ ร.9 ได้รับการปรับปรุงเมื่อต้น พ.ศ.2569 และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมทุกวันโดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้าตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2569 โดยโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงล้วนเป็นของหายากและทรงคุณค่า เช่น บาตรประดับมุกที่ระลึกงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 5 ในพ.ศ.2416 เครื่องเขียนประดับมุกที่ระลึกงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 6 ในพ.ศ. 2454 บาตรลายครามเขียนลายหงส์ท่ามกลางพรรณพฤกษา ศิลปะจีนสมัยราชวงศ์ชิงอายุราวพุทธศตวรรษที่ 24-25 ตลับเงินหน้ากระเบื้องที่ระลึกงานพระเมรุเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ใน พ.ศ. 2431 ชุดเครื่องบูชาแก้วเจียระไน (เครื่องทองน้อย) สั่งทำจากยุโรปเพื่อใช้ในพิธีสงฆ์


“จุดอ่อนของมิวเซียมนี้คืออยู่ชั้นใต้ดินและคนที่จะมาต้องตั้งใจมาจริงๆ ไม่ใช่บังเอิญเดินผ่าน แต่เราคิดว่าข้อเสียตรงนี้อาจเป็นข้อดีก็ได้ เพราะตอนนี้คนชอบ มิวเซียมลับ เมื่อเดินเข้าอาคารมาจะเจอห้องธุรการและมีจุดลงทะเบียนจากนั้นเจ้าหน้าที่จะพาลงไปชมมิวเซียมที่อยู่ข้างล่าง ที่นี่เป็นมิวเซียมกึ่งคลังที่จัดแสดงของจำนวนมากโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น เครื่องประดับมุก เครื่องลายคราม ปั้นชา เครื่องแก้ว และเครื่องโลหะ ซึ่งเป็นการจัดแสดงเป็นแบบเก่าและอาจจะไม่ดึงดูดมากเหมือนมิวเซียมยุคใหม่ที่นิยมจัดแบบนิทรรศการ อินเทอร์แอคทีฟ หรือแบบเล่าเรื่อง แต่อาจจะเหมาะสำหรับคนชอบแบบคลาสสิก” พระภาณุพงศ์ ฐานิสฺสรธีโร กรรมการแผนกพิพิธภัณฑ์ กล่าว

พิพิธภัณฑ์ลับ ในชั้นใต้ดินกับสมบัติล้ำค่ากว่า 1,400 รายการ
พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ หกรอบ ร.9 ก่อตั้งเมื่อปี 2545 เมื่อมีการสร้าง อาคารหอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต. หลังใหม่ทดแทนอาคารหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ 10 และผู้ก่อตั้งสำนักเรียนวัดพระเชตุพน นอกจากจะเป็นห้องสมุดแล้ว ยังเป็นอาคารสำนักงานและห้องประชุมที่ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส แต่เดิมพิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมเป็นหมู่คณะโดยต้องนัดหมายล่วงหน้า แต่ต่อมาปิดตัวลงและใช้เป็นคลังเก็บของสะสมแทน จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2569 ทางวัดได้มีการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์เนื่องจากเห็นว่าวัดมีสมบัติล้ำค่าจำนวนมาก แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายอีกทั้งหนึ่งในพันธกิจของวัดคือการรักษา ทำนุบำรุงและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า นอกจากนี้ยังมีการบูรณะ ศาลาพระมณฑปทางทิศตะวันตก ในเขตพุทธาวาสเพื่อใช้เป็นห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้วอีกกว่า 200 รายการ

“ด้วยเวลาจำกัดประมาณ 2 เดือนและงบประมาณราว 50,000 บาทในเบื้องต้น เราจึงปรับปรุงเท่าที่ทำได้ มีการทำความสะอาดตู้จัดแสดงใหม่ เปลี่ยนไฟในตู้เป็น LED ด้วยกำลังวัตต์ที่เหมาะสม ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น การจัดแสดงยังเป็นการโชว์วัตถุในตู้แบบแน่นมากและยังไม่มีนิทรรศการที่ชัดเจน ตอนนี้พยายามหาภาพถ่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของมาจัดแสดงเพิ่มเติมเพื่อให้การนำเสนอน่าสนใจมากขึ้น จากการสอบถามผู้เข้าชม 95% ตั้งใจมาและอยากให้ปรับปรุงในการอธิบายตัววัตถุให้ชัดเจนขึ้น เพราะของเยอะจริง แต่ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก เราจะมีการปรับปรุงต่อไปโดยอาจจะขอความร่วมมือกับทีมภัณฑารักษ์แห่งอื่น หรือนักประวัติศาสตร์เพื่อจัดทำนิทรรศการหมุนเวียนไม่ให้น่าเบื่อ เช่น ชูโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสองค์ต่างๆ”

มิวเซียมวัดโพธิ์ ได้จัดเส้นทางเดินชมโดยเริ่มตั้งแต่ เครื่องประดับมุก เครื่องลายคราม เครื่องถ้วยและที่ชา เครื่องเบญจรงค์ เครื่องโลหะ เครื่องแก้วเจียระไน และงาช้าง ในส่วนของเครื่องประดับมุกมีเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะตะลุ่มมุกที่ใช้สำหรับถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุมีมากกว่า 200 รายการและมีอายุเก่าแก่สุดกว่า 50 ปี โดยในจำนวนนี้มีราว 40 รายการที่ยังคงมีการเบิกเพื่อนำไปใช้จริงในงานพิธีสงฆ์ต่างๆ

ไฮไลต์ในโซนนี้คือบาตรที่ทรงคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์และหัตถศิลป์ เช่น บาตรประดับมุกที่ระลึกงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 5 ในพ.ศ.2416 โดยฝาบาตรประดับมุกอย่างวิจิตรเป็นรูปพานรองพระเกี้ยวและฉัตรสองข้างอยู่เหนือรูปอาร์มตราไอยราพต หรือรูปช้าง 3 เศียร สองข้างมีราชสีห์และคชสีห์ ส่วนขอบฝาบาตรเป็นตราประจำกระทรวง 14 กระทรวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และอีกใบเป็นบาตรที่ตรงเชิงบาตรประดับมุกและตรงฝาฝังมุกเป็นรูปตราจักรี พระเกี้ยว และเลข ๕ ซึ่งรัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อใด รวมไปถึงบาตรเหล็กพร้อมฝาและเชิงบาตรประดับมุกที่ด้านในมีข้อความระบุว่า พระสุธรรมมุนี (พระธรรมเสนานี ฟุ้ง ปุณฺณโก) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิ์สร้างถวายพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ


นอกจากนี้ยังมีชุดเครื่องเขียนประดับมุกติดตราไอยราพตและบนหลังช้างมีตราวชิราวุธซึ่งรัชกาลที่ 6 พระราชทานแก่พระอารามหลวงสำคัญเนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใน พ.ศ.2454 รวมไปถึงกี๋มุกซึ่งเป็นเครื่องสังเค็ดในงานเมรุเจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยมในรัชกาลที่ 4 โดยตรงกลางเป็นรูปคนโทน้ำเต็มตามพระนามว่า “เปี่ยม” ซึ่งออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

เครื่องลายครามและการเล่นเครื่องโต๊ะของวัดโพธิ์
สำหรับเครื่องลายครามใน มิวเซียมวัดโพธิ์ ที่น่าสนใจคือ บาตรดินเผาเคลือบราน (crackle glazes) ซึ่งเป็นเทคนิคการเคลือบให้ผิวเคลือบมีลักษณะแตกลายงา และมีการพิมพ์ตราประจำพระองค์ของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และเจ้าอาวาสวัดโพธิ์องค์ที่ 11 และชุดเครื่องโต๊ะเคลือบเทคนิคเดียวกันนี้ซึ่งเป็นศิลปะจีนสมัยราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นคอลเลกชันของสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) ที่ใช้เป็นเครื่องตั้งโต๊ะรับเสด็จในวันเสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน

วัดโพธิ์ในอดีตเป็นอีกหนึ่งวัดที่มีชื่อเสียงเรื่อง การตั้งโต๊ะลายคราม เครื่องลายครามที่นำมาตั้งเป็นเครื่องโต๊ะบูชามักเป็นของหายากที่ต้องเสาะแสวงหามาจัดให้เข้าชุดกันจนกระทั่งเริ่มมีการประกวดเครื่องโต๊ะในสมัยรัชกาลที่ 3 และแพร่หลายอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 จนต้องมีการตราพระราชบัญญัติข้อบังคับในการตัดสินเครื่องโต๊ะครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2434 และถือเป็นของเล่นหรือของสะสมอย่างเดียวในประเทศไทยที่มีกฎหมายรองรับและใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ สมเด็จพระวันรัตซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ในช่วงรัชกาลที่ 5-8 นิยมเล่นเครื่องโต๊ะและมีเครื่องโต๊ะลายครามถึง 3 ชุด คือ ลายหนังสือจีน ลายสังคโลก และลายผักชี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีชุดไหนที่คงอยู่ครบชิ้นจนสามารถนำมาจัดเป็นเครื่องโต๊ะอย่างสมบูรณ์ได้

เครื่องลายครามศิลปะจีนสมัยราชวงศ์ชิงที่ผู้เข้าชมให้ความสนใจอย่างมาก เช่น กระบี่จำลอง กลองจำลอง และระฆังจำลอง และงานชิ้นใหญ่อย่างแจกันเขียนลาย 4 ด้านเป็นดอกไม้ตัวแทน 4 ฤดูของจีน ได้แก่ ดอกโบตั๋น (ฤดูใบไม้ผลิ), ดอกบัว (ฤดูร้อน), ดอกเบญจมาศ (ฤดูใบไม้ร่วง) และดอกเหมย (ฤดูหนาว) รวมไปถึงแจกันแฝดเขียนลายวรรณกรรมจีน และแจกันเขียนลายต้นกล้วยซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เครื่องถ้วยและที่ชา แม้ไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ทรงคุณค่า
มิวเซียมวัดโพธิ์ ยังจัดแสดงที่ชา หรือการจัดชุดน้ำชารูปแบบต่างๆ แสดงให้เห็นถึงศิลปะการสะสมและเล่นที่ชาที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 5 อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของการจัดชุดชาแบบไทย โดยเริ่มจากการสะสมปั้นชาจีนก่อนแล้วจึงสรรหาถ้วยชามาจัดเป็นชุดและจัดวางในถาดเดียวกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏในวัฒนธรรมจีน เช่น “ชุดถ้วย 4 อย่างสยาม” คือ ถ้วยมีฝา 4 ใบและปั้นสาย 1ใบในถาดเดียวกัน หรือสำหรับต้อนรับแขกหลายคนก็มี “ชุดดาวล้อมเดือน” คือถ้วยมีฝา 8 ใบวางเรียงล้อมรอบปั้นสาย 1ใบตรงกลางตั้งบนถาด

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ เครื่องถ้วยชาลายอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จปร. หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ชุด จปร.” เป็นเครื่องถ้วยที่รัชกาลที่ 5 ทรงสั่งช่างชาวจีนผลิตขึ้นเป็นพิเศษจากแหล่งเตาเมืองจิ้งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี ประเทศจีน โดยใช้อักษรพระปรมาภิไธยย่อผูกเป็นลายแบบจีนมากกว่า 10 แบบและพระราชทานแก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และพระภิกษุสมณศักดิ์สูง เช่น “ลายยี่ยาว” ที่นำอักษรพระนาม จปร จัดวางในแนวตั้งแบบตัวหนังสือจีนขนาดใหญ่ และ “ลายลูกไม้ จปร” ที่ผูกลายด้วยผลไม้มงคล 3 อย่าง คือ ส้มมือ ทับทิม และลูกท้อ


“เครื่องถ้วยหลายชุดก็ไม่ครบชิ้น หรือบางชิ้นชำรุด แต่เราก็นำมาจัดแสดง เพราะเห็นว่าทุกชิ้นล้วนมีคุณค่า เช่น เราพบถ้วยชาลายพระถังซัมจั๋ง 2 ใบ แต่ไม่พบปั้นชา และที่น่าสนใจอย่างอื่นก็มีอย่างปั้นชาดินเผาตรงฐานมีตราธรรมจักร กาเขียนสีรูปทรงแปลกสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย และกาน้ำเบญจรงค์ลายเทพนมและลายนรสิงห์ที่เขียนลายโดยช่างชาวจีนตามแบบที่ไทยสั่งผลิต และไข่นกกระจอกเทศที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่เจ้าอาวาสหลังเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปในปี 2440 เพราะถือว่าเป็นของแปลกของสยามในสมัยนั้น”


คอลเลกชันเครื่องแก้วเจียระไนของที่นี่มีเป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่มาจากประเทศออสเตรีย เยอรมนี และสาธารณรัฐเช็ก ทั้งที่เป็นแก้วใสและแก้วสีชมพู แดง และน้ำเงิน ที่เจียระไนเป็นลวดลายต่างๆ เช่น แจกันแก้วลายเหลี่ยมเพชรและลายดอกจัน กระถางธูปแก้วลายใบเสมาหนามขนุน รวมถึงโถแก้วเขียนลายสีพร้อมจอก และแว่นเวียนเทียนสำหรับใช้ในพิธีสงฆ์


อีกหนึ่งศิลปวัตถุชิ้นสำคัญคือตู้พระธรรมที่เสียหายจากถูกปลวกกินหนังสือกับชั้นวางจนหมด อีกทั้งด้านนอกมีการทาสีฟ้าทับลายเดิมทั้งใบ ทางวัดจึงส่งไปให้กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ช่วยลอกสีออกเพื่อให้เห็นลวดลายเดิมและให้ช่างอนุรักษ์ทำความสะอาดและเติมสีส่วนที่ชำรุด จากนั้นจึงพบว่าเป็นตู้ลายกำมะลอคือการใช้สีฝุ่นผสมน้ำรักเขียนบนพื้นไม้ที่ทาด้วยยางรักสีดำและใช้สีทองเป็นเส้นตัดเพื่อให้เห็นลวดลายเด่นชัดโดยช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้านหน้าตู้เขียนภาพมงคลตามคติจีน เช่น รูปค้างคาว ผีเสื้อ และลายเหรียญจีน ภายในตู้เขียนเรื่อง สามก๊ก เพดานภายในตู้เขียนลายมังกรดั้นเมฆ ส่วนด้านหลังตู้เป็นภาพทวารบาลจีน

เครื่องถ้วยและเครื่องแก้วกับจิตรกรรมเรื่อง รามเกียรติ์
ในขณะที่พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ หกรอบ ร.9 ซ่อนตัวในชั้นใต้ดินและถือเป็น พิพิธภัณฑ์ลับ ของวัดโพธิ์ ห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว ที่อยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตกในเขตพุทธาวาสเป็นสถานที่เปิดที่นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาสามารถเข้าไปรับแอร์เย็นฉ่ำพร้อมกับเดินดูศิลปวัตถุหายากของวัดกว่า 200 รายการ

ภายในจัดแสดงตัวอย่างการตั้งเครื่องโต๊ะ 2 โต๊ะเป็นเครื่องลายครามศิลปะจีนลายทิวทัศน์และลายบุคคล แต่ยังไม่ครบสมบูรณ์ตามรายละเอียดสิ่งของที่กำหนดเป็นชิ้นบังคับ เช่น ขาดบานลับแลซึ่งถือเป็นประธานของโต๊ะ และอีกหนึ่งไฮไลต์คือ แจกันลายครามไฟ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำยากจากการเขียนลายใต้เคลือบด้วยสีน้ำเงินจากโคบอลต์และสีแดงจากทองแดง


นอกจากเครื่องถ้วยและเครื่องแก้วเจียระไนหาชมยากแล้ว ศาลาแห่งนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนทศกัณฐ์แสดงอิทธิฤทธิ์ผลักเขาไกรลาสให้กลับมาตั้งตรงได้หลังจากที่ยักษ์วิรุฬหกซัดสร้อยสังวาลนาคใส่ตุ๊กแกสารภูและแรงสะเทือนจากสร้อยสังวาลนาคทำให้เขาไกรลาสทรุดเอียง จิตรกรรมนี้วาดโดยช่างเขียนในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ภายหลังชำรุดเกือบทั้งหมดจึงมีการบูรณะพร้อมกับการปรับปรุงศาลาให้เป็นห้องจัดแสดงและเปิดให้เข้าชมเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569

มิวเซียมวัดโพธิ์ ยังประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์อีก 3 แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์เครื่องมุก ที่พระวิหารทิศใต้ พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุมหาเจดีย์สี่รัชกาล ณ พระวิหารทิศตะวันตก และ พิพิธภัณฑ์นวดไทย ในพระวิหารขาวและศาลาพระมณฑปทางทิศใต้
Fact File
- พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ หกรอบ ร.9 ตั้งอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารหอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต. เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เข้าชมฟรี
- ห้องจัดแสดงเครื่องถ้วยและเครื่องแก้ว ตั้งอยู่ในศาลาพระมณฑปด้านทิศตะวันตก เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.30 น. เข้าชมฟรี
- รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook : Museum Wat Pho