เปิดดีไซน์ โรงละครแห่งชาติ โฉมใหม่! ยกระดับมาตรฐานโรงละครสากล
- โรงละครแห่งชาติ สร้างขึ้นครั้งแรก ณ บริเวณที่ทำการของกระทรวงคมนาคมเดิม เพื่อทดแทนโรงละครเดิมที่ไฟไหม้ ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2504-2508 เป็นอาคารมีหลังคาทรงไทยสูง 5 ชั้น สถาปนิกผู้ออกแบบ คือ อิสสระ วิวัฒนานนท์ และวิศวกร คือ ไพรัช ชุติกุล
- การปรับปรุงโรงละครแห่งชาติครั้งใหญ่นี้ยึดหลักอนุรักษ์บรรยากาศเดิม เพิ่มเติมด้านเทคนิคและเทคโนโลยีเทียบเท่าโรงละครชั้นนำระดับสากล
ในบรรดาสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมของกรุงเทพมหานครช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โรงละครแห่งชาติ ตรงหัวมุมท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ นับเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของประเทศไทยชิ้นเอกชิ้นหนึ่ง โดยอาศัยการสร้างเป็นระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2504 เพื่อทดแทนโรงละครหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ไปในปี พ.ศ.2503 สร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2508


ตลอดเกือบ 6 ทศวรรษที่เปิดม่านการแสดง โรงละครแห่งชาติ มีการปิดซ่อมเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง แต่ไม่เคยได้ทำการรื้อซ่อมแบบยกเครื่อง เพื่อแก้ไขจุดอ่อนและเพื่อรองรับเทคโนโลยีด้านเทคนิคเวทีใหม่ๆ ที่พัฒนาอยู่ตลอด จวบจนเมื่อ 3 ปีที่แล้วใน พ.ศ.2565 ได้เริ่มมีการปิดโรงละครซ่อมยกเครื่องครั้งใหญ่ เพื่อให้โรงละครได้มาตรฐานที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลก ปลอดภัยทั้งนักแสดงและพร้อมรับการแสดงที่หลากหลายขึ้น Sarakadee Lite ชวนไปเปิดดีไซน์ใหม่ของโรงละครแห่งชาติโฉมใหม่อย่างละเอียดกัน

เทคโนโลยีใหม่รับทศวรรษที่ 6
การปรับปรุง โรงละครแห่งชาติ ครั้งใหญ่นี้ยึดหลักอนุรักษ์บรรยากาศเดิมโดยเพิ่มเติมด้านเทคนิค ทว่ามีการเก็บกรอบเวทีเดิมไว้ รวมถึงรักษาผ้าม่านโรงละครฝีมือออกแบบและช่างปักรุ่นครูที่คุ้นตา นอกจากเก้าอี้แบบเก่าถูกรื้อออกไปทั้งหมด และถูกทดแทนด้วยเก้าอี้ใหม่นั่งสบายจำนวน 1,001 ตัว อีกสิ่งที่หายไปคือฝ้าดาวเพดานที่จำเป็นต้องรื้อออก เปิดให้โครงสร้างและระบบแสงและเสียงที่ดีขึ้นเข้ามาทดแทน พร้อมจุดเด่นทางด้านเทคนิค AFC (Active Field Control) จากญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นการติดตั้งใหญ่สเกลโรงมหรสพเป็นครั้งแรกในไทย เสียงจะคมชัดเท่ากันทุกจุดที่นั่ง ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นจุดอ่อนของโรงมหรสพเก่าแก่ของชาติหลังนี้


ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการติดตั้งลำโพงชุดใหญ่แบบลอยตัวที่สามารถปรับระดับตามความเหมาะสมของประเภทการแสดง อาทิ ในการแสดงดนตรี เครื่องลำโพงก็สามารถเลื่อนต่ำลงเพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัดขึ้น ในด้านการควบคุมก็ใช้ระบบดิจิทัลทั้งหมด ทั้งด้านเสียงที่รอบรับไมโครโฟนจำนวนมาก แสงที่เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ LED และภาพที่ย้ายโปรเจกเตอร์ไปอยู่ด้านหลังของเวทีให้ไม่รบกวนสายตา


ทีเด็ดด้านเทคนิคของการปรับปรุงครั้งนี้ คือได้เพิ่มท่อปรับอากาศแบบเติมกลิ่นหอมระหว่างการแสดงเข้าไปด้วย ซึ่งจะได้ใช้ในรอบการแสดงโขนครั้งนี้ ที่ตามท้องเรื่องมีฉากที่ว่าด้วยกลิ่น รวมถึงระบบชักรอกทั้งฉากและนักแสดงใหม่ ทำให้การเหาะลอยต่างๆ มีความสะดวกสมจริงมากยิ่งขึ้น

รอบทดสอบระบบ เพื่อการกลับมาจริงเต็มรูปแบบในเร็วนี้
แม้ว่าการกลับมาเปิด โรงละครแห่งชาติ โฉมใหม่ในครั้งนี้ อาจจะยังไม่สามารถเปิดครบได้เต็มที่ทุกส่วน โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ด้านนอกโรงละคร แต่โดยรวมหากผ่านรอบการแสดงทดสอบครั้งนี้แล้ว ก็พร้อมที่จะกลับมาจัดแสดงบริการประชาชนเหมือนอย่างปกติก่อนปิดซ่อม ซึ่งหลังผ่านพ้นพิธีเปิดส่วนของโรงละครด้านในอย่างเป็นทางการ ทางกรมศิลปากรได้เตรียมรายการแสดงไว้พร้อมถึง 3 เดือนล่วงหน้า

ส่วนทางด้านนอกอาจยังคงมีเสริมเติมบางส่วน เช่นบริเวณโถงต้อนรับ และลานหน้าด้านซึ่งอยู่ประชิดกับการก่อสร้างสถานีรถไฟใต้ดินสถานีสนามหลวงสายสีส้ม ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จสมบูรณ์ นอกจากจะทำให้การสัญจรมา โรงละครแห่งชาติ นี้เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น ยังทำให้ภูมิทัศน์ของโรงละครมีความทันสมัยมากขึ้นไปอีก

ในส่วนของราคาตั๋วของการแสดงต่อไปในอนาคตหลังเปิดงานใช้จริงนั้นทาง พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรคาดว่า “ราคาจะไม่สูงขึ้นกว่าเดิมมากนัก ซึ่งแต่เดิมก็ถือว่าถูกมากอยู่แล้ว และทั้งนี้ก็คงเป็นไปในราคาขาดทุน โดยต้องอาศัยงบจากกรมศิลปากรเป็นหลักอยู่เช่นเดิม เพราะถือเป็นภาระกิจหลักด้านการบริการประชาชนหนึ่งของกรม” อนึ่งทางกรมศิลป์ยังมีนโยบายคงรายการโขนสัญจร ที่ทางสำนักการสังคีตได้นำโขนและการแสดงนาฏสังคีต ไปทัวร์ต่างจังหวัด ช่วงที่โรงละครแห่งชาติปิดซ่อมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

การแสดงพิสูจน์คุณภาพเวทีแสงสีเสียงคับแก้ว
เพื่อเป็นการทดสอบระบบก่อนเปิดใช้งานจริง ทางกรมศิลปากรจึงได้เปิดให้ประชาชนได้ร่วมทดสอบระบบแสง สี เสียง ให้หายคิดถึงบรรยากาศของโรงละคร และแม้ว่าเป็นการแสดงให้ชมฟรี! เพื่อรอทดสอบระบบ แต่เนื้อหาล้วนคัดสรรมาอย่างดี และศิลปินนักร้องนักดนตรีนักแสดงล้วนไล่ตั้งแต่ชั้นครูยันศิลปินเลือดใหม่ แต่ละการแสดงมีรายละเอียดโดยคร่าวดังนี้

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล และ ดนตรีสากล
วงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร ภายใต้การอำนวยเพลงโดย วานิช โปตะวนิช ขนนักร้องในสังกัดกรมศิลปากร และนักร้องรับเชิญ มานำเสนอเพลงเพราะจากทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในชื่อชุดการแสดง “Classic Meets Now” ตัวอย่างเพลงที่บรรเลงและขับร้อง มีทั้งสากลและไทย อาทิ บทเพลง Never Enough, This is the Moment, Sound of Music, Moon River, ริมฝั่งน้ำ, คะนึงครวญ, ขอให้เหมือนเดิม, ผู้ชนะสิบทิศ และ ลาวจ้อย

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.30 น. การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน เกสรทมาลาพลีชีวัน
บทโขนจากฐานของบทเดิมของ อาจารย์เสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ ผสมกับการปรับปรุงโดย จรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรี (ด้านการสังคีต) นับเป็นตอนที่หาชมยาก และมีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจว่าด้วยมิตรภาพของนักรบต่างทัพที่ทัพตนนั้นเป็นอริกัน กล่าวถึงเกสรทมาลา วานรผู้มีกลิ่นกายหอมจากการผสมของเกสรดอกไม้นานาชนิด โดยมีหน้าที่สร้างความสดชื่นแก่พระรามยามบรรทมและยามออกรบ เมื่อยังเยาว์วัย เกสรทมาลาได้เคยสาบานเป็นเพื่อนตายกับมังกรกัณฐ์ เมื่อยามโตมังกรกัณฐ์รับอาสาทศกัณฐ์ผู้เป็นลุงออกทำสงครามเพื่อขัดตาทัพพระราม และนิมิตจำแลงร่างให้เป็นหลายตนบนท้องฟ้าจนพระรามไม่สามารถแผลงศรได้ถูก ต้องอาศัยเกสรทมาลาอาสาไปขานตนให้มังกรกัณฐ์สำแดงร่างจริง ต้องศรพระรามสิ้นชีพไปพร้อมกันตามคำสาบาน ซึ่งจะมีฉากอวดเทคนิคกลิ่นหอมของเกสรทมาลาให้ผู้ชมทั้งโรงได้รับประสบการณ์ ถือเป็นผลจากการปรับปรุงโรงละครครั้งนี้ด้วย

อาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. ดนตรีไทย 12 ภาษา ทดสอบ 3 วง เครื่องสาย ปี่พาทย์ไม้นวม ปี่พาทย์ไม้แข็ง
วงดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร บรรเลงและขับร้องดนตรีไทย ในชื่อชุด “เสนาะเสียงศิลป์แผ่นดิน ศิลปินศิลปากร” นำทั้งวงเครื่องสาย และปี่พาทย์มาแสดง โดยเน้นรูปแบบประเภทบทเพลงที่หลากหลาย ด้วยการร่วมวงจากบรมครูดนตรีไทยของสำนักการสังคีต รายการได้แก่ 1 โหมโรงเครื่องสายเพลงเยี่ยมวิมาน บทประพันธ์ของ “ครูแตงปี่” 2 เพลงตับแม่ศรีทรงเครื่อง ด้วยวงปี่พาทย์ไม้นวม จากบทละครดึกดำบรรพ์ เรื่องอิเหนา ตอน ตัดดอกไม้ฉายกริช พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดดเด่นด้านการใช้เครื่องเป่าสอดแทรกเลียนเสียงร้องของนกชนิดต่าง ๆ และ 3 การบรรเลงชุดสิบสองภาษาวงปี่พาทย์นางหงส์ เพลงเรื่องสาวน้อยเล่นน้ำ ที่สนุกสนานด้วยสีสันเพลงไทยสำเนียงภาษาและเชื้อชาติ ต่างๆ เรียบเรียงโดยครูไชยยะ ทางมีศรี และประพันธ์และเรียบเรียงบทขับร้องโดยครูสมชาย ทับพร สองศิลปินแห่งชาติ

อาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม เวลาเวลา 13.30 น. การแสดงละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพคนใหม่
ถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของโรงละครแห่งชาติ ปลุกความนิยมของโรงละครในช่วงยุค 30-40 ปีก่อน จากฝีมือบทประพันธ์ (จากรากฐานบทประพันธ์เดิมของยาขอบ) การกำกับการแสดง และร่วมแสดงของ อาจารย์เสรี หวังในธรรม โดยเริ่มแต่ปี พ.ศ. 2528 ซึ่งละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศตอน “แม่ทัพคนใหม่” ขึ้นชื่อด้วยด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ว่าด้วยจะเด็ดเกือบถูกพระเจ้ามังตราตะเบงชะเวตี้สั่งประหาร หลังนำทัพตองอูไปพ่ายที่ศึกเมืองแปร แต่ได้มหาเถรกุโสดอเข้ามาทูลขอชีวิต และขอโอกาสให้ไปทำศึกแก้มืออีกครั้ง โดยเอาชีวิตตนเป็นประกัน สำหรับการแสดงครั้งนี้ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินคู่บุญสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ยังกลับมากำกับการแสดง และนำแสดงเองในบทจะเด็ดในวัยเข้า 70 ด้วยตำแหน่งศิลปินแห่งชาติในปี พ.ศ.2567
Fact File
- สามารถติดตามการแสดงของ โรงละครแห่งชาติ รวมถึงการสำรองบัตรเข้าชม ได้ที่ ntt.finearts.go.th
- สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร 02-221-6532 และ 02-224-1342