สัมผัสปรัชญาและความงดงามจาก ประติมากรจีนผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค “ไช จื้อซง” นิทรรศการ Spring Light ชั้น M สยามพารากอน
- เนื้อหานิทรรศการแบ่งออกเป็น 2 ซีรีส์ คือ Homegarden และ Rose โดย Homegarden ส่งต่อแรงบันดาลใจของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ส่วน Rose เล่าเรื่องราวความรัก
- หากถามถึงศิลปินจีนที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะจีนมากที่สุดในตอนนี้ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ “ไช จื้อซง” อยู่ในลิสต์ ผลงานของเขากลายเป็นสปอตไลต์ของห้องประมูลศิลปะ แต่ละชิ้นสามารถสร้างมูลค่าได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
ต้อนรับเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศจีนกับความฮีลใจในสวนป่าแห่งประติมากรรมที่แทรกตัวอยู่กลางเมืองใหญ่ Spring Light นิทรรศการที่รวบรวมประติมากรรมร่วมสมัยจากศิลปินระดับตำนานของจีนผู้สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ “ไช จื้อซง” (Cai Zhisong) ซึ่งครั้งนี้เขาได้นำชิ้นงานประติมากรรมกว่า 50 ชิ้น มาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยความร่วมมือระหว่างสยามพารากอน และ Linda Gallery ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านศิลปะร่วมสมัยบนเวทีนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ ชั้น M สยามพารากอน ให้สายอาร์ตชาวไทยได้เข้าชมฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 มิถุนายน 2569

หากถามถึงศิลปินจีนที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะจีนมากที่สุดในตอนนี้ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ “ไช จื้อซง” อยู่ในลิสต์ ผลงานของเขากลายเป็นสปอตไลต์ของห้องประมูลศิลปะ แต่ละชิ้นสามารถสร้างมูลค่าได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท มากกว่านั้นเขายังเป็นศิลปินจีนคนแรกที่ได้รับรางวัล Taylor Prize จาก The Paris Salon d’Automne ด้วยผลงานชุด “Motherland” ที่นำสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์จีนมาตีความใหม่ในรูปแบบประติมากรรมร่วมสมัย มีการใช้วัสดุหลากหลายตั้งแต่สเตนเลสไปจนถึงทองแดงขาว พร้อมพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องจนทำให้งานประติมากรรมของ ไช จื้อซง โดดเด่นด้วยการผสมผสานบริบทวัฒนธรรมจีนสู่ความร่วมสมัย

สำหรับนิทรรศการครั้งแรกในไทย Spring Light ให้บรรยากาศเสมือนพาเราเข้าไปสู่ผืนป่าในฤดูใบไม้ผลิที่มีสัตว์นานาชนิดรายล้อม ไม่ว่าจะเป็นเสือไซบีเรียหนัก 600 กิโลกรัม ปลามังกรคู่สีทองขนาดใหญ่ นกยูงเกาะกิ่งดอกเหมยน้ำหนัก 200 กิโลกรัม กวางคู่สีทองที่กำลังนอนหมอบ กบที่ซ่อนตัวอยู่ในบึงบัว ผีเสื้อเมทัลลิกส่องประกายวิบวับ ไปจนถึงภูเขาสูงที่แกะสลักจากหินของจริง พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเมืองซูโจวซึ่งเป็นที่ตั้งของสตูดิโอและเป็นเมืองที่ดูเหมือนฤดูใบไม้ผลิจะทอดยาวกว่าฤดูกาลอื่น ในขณะที่สวนจีนแบบดั้งเดิมก็ยังคงถูกรักษาไว้


เนื้อหานิทรรศการแบ่งออกเป็น 2 ซีรีส์ คือ Homegarden และ Rose โดย Homegarden นอกจากจะส่งต่อแรงบันดาลใจของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติแล้ว ยังถ่ายทอดรากวัฒนธรรมความเชื่อของชาวจีนเกี่ยวกับสัตว์มงคล ทั้งยังชวนผู้ชมค่อยๆ เดินเข้าสู่สวนที่เปรียบเสมือน “บ้านภายใน” ซึ่งแม้จะอยู่กลางเมืองใหญ่ ทว่าก็สามารถสร้างความเบิกบานให้เกิดขึ้นภายในใจได้ ส่วนซีรีส์ Rose เป็นประติมากรรมดอกกุหลาบหลากสี ผลงานที่ว่าด้วยเรื่องความรัก ซึ่งครั้งนี้มากับสีสันใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับการจัดแสดงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ และนอกจากจะสื่อสารมุมมองเรื่องความรักแล้ว ซีรีส์ Rose ยังสะท้อนพัฒนาการการเติบโตภายในของศิลปินเองด้วย


“เมื่อก่อนกุหลาบของผมแทบไม่ได้ใช้สี แต่เมื่อมาอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมการมองเห็นและความรู้สึกแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับรู้สึกลงตัวอย่างยิ่ง ผู้คนที่นี่เปิดรับสีสันที่สดและมีพลัง สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน” ไช จื้อซง กล่าวถึงเบื้องลึกของความรู้สึกในการสร้างสรรค์งานศิลปะชุดนี้ ส่วนจะมีชิ้นไหนเป็นไฮไลต์ที่ต้องห้ามพลาดชมบ้าง Sarakadee Lite ปักหมุดพาไปถอดเบื้องหลังปรัชญาแห่งความงามในนิทรรศการ Spring Light ไปพร้อมกัน

“เสือแห่งแดนเหนือ” ผลงานใหญ่สุดในนิทรรศการ
ชิ้นงานที่ใหญ่ที่สุดและน่าเกรงขามที่สุดในนิทรรศการ Spring Light ครั้งนี้ ได้แก่ เสือไซบีเรีย ขนาด 600 กิโลกรัม กำลังเยื้องย่างมองดูผู้เข้าชมงาน ศิลปินอิงต้นแบบจากเสือไซบีเรีย หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “เสือแห่งแดนเหนือ” เป็นเสือลายพาดกลอนที่ใช้เทคนิคการหล่อขึ้นรูปทั้งตัว พร้อมการสลักลายพาดกลอนลงไปอย่างแนบเนียน โดยทางศิลปินยอมรับว่านี่เป็นผลงานที่ยากที่สุดในนิทรรศการครั้งนี้ และใช้เวลาสร้างนานถึง 6 เดือน ซึ่งนอกจากรายละเอียดอันสมจริงของท่วงท่าแล้ว ศิลปินยังเชื่อมโยงเสือกับความเชื่อของชาวจีนที่หมายถึงคนที่มีความสามารถ มีพลัง มีความองอาจ สง่างาม และแม้คนทั่วไปจะรู้จักเสือในด้านของความดุร้าย แต่ศิลปินก็ได้ฝากมุมมองอันลึกซึ้งไว้ว่า เขาอยากส่งต่อความหมายของงานชิ้นนี้ไปถึงคนที่กำลังมีความเจ็บปวดในชีวิต จงใช้ความเข้มแข็งดุร้ายเยี่ยงเสือกลืนกินความเจ็บปวดเหล่านั้น

“นกยูงเกาะกิ่งดอกเหมย” ตัวแทนความแข็งแกร่ง สง่างาม
นกยูงเกาะกิ่งดอกเหมย น้ำหนักราว 200 กิโลกรัมชิ้นนี้ส่งต่อความหมายถึงความแข็งแกร่ง สง่างาม เชื่อมโยงกับความเชื่อเกี่ยวกับ “หงส์” สัตว์ในตำนานของชาวจีน ทว่าเมื่อปรับเปลี่ยนมาสู่ “นกยูง” สัตว์ที่มีตัวตนอยู่จริงกลับยังคงความสง่างามดั่งภาพวาดพู่กันของจีน อีกทั้งนกยูงตามความเชื่อจีนโบราณยังเป็นตัวแทนความอบอุ่นของครอบครัว และเป็นสัตว์ที่คอยปกป้องภัยอันตราย ส่วนดอกเหมยสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล โดยรวมแล้วงานประติมากรรมชิ้นนี้จึงส่งต่อความหมายถึงการยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางความโหดร้ายของสภาพสังคมและสิ่งที่ต้องเผชิญ

“ผีเสื้อ” ซ่อนปรัชญาการใช้ชีวิต
ในนิทรรศการ Spring Light เราจะเห็นฝูงผีเสื้อทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่บินวนเชื้อเชิญให้ผู้ชมเดินเข้าสวน Homegarden โดยผีเสื้อชิ้นใหญ่สุดและทำยากที่สุดเป็นผีเสื้อสร้างจากสเตนเลสเคลือบสีโทนน้ำเงินอมฟ้าเขียว พื้นผิวเมทัลลิกส่องประกายวิบวับ ซ่อนรายละเอียดของลวดลายปีกผีเสื้อที่เปลี่ยนไปยามต้องแสงไฟในมุมที่ต่างกัน ศิลปินเลือกใช้เทคนิคการหล่อแยกชิ้นก่อนนำมาประกอบเป็นผีเสื้อขนาดใหญ่ที่เหมือนกำลังกระพือปีกอันบอบบางอยู่จริงๆ และมากกว่าความงาม ศิลปินตั้งใจให้ผีเสื้อสะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตของมนุษย์ ผ่านวงจรชีวิตตามธรรมชาติของผีเสื้อที่มีตั้งแต่ช่วงชีวิตอ่อนแอตอนเป็นตัวหนอน ค่อยๆ สร้างเกราะป้องกันเป็นดักแด้ จนถึงสยายปีกบินอย่างแข็งแรง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะสังเกตเห็นผีเสื้อในตอนที่มันเติบโตมีปีกสวยงามแล้วเท่านั้น

“ปลามังกรทองคู่” ตำราสัตว์มงคลจีน
“ในอดีตงานของผมชอบแสดงถึงความเจ็บปวด แต่หลังๆ รู้สึกว่าทำไมต้องมาแสดงความเจ็บปวด น่าจะเอาความรู้สึกดีมาแสดงบ้าง จึงเปลี่ยนมาทำชิ้นงานที่เป็นมงคลส่งความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้คนมากขึ้น” ไช จื้อซง กล่าวถึงการพัฒนางานของเขาที่นำสัตว์มงคลของจีนโบราณมาเปลี่ยนเป็นงานประติมากรรม และหนึ่งในไฮไลต์ชิ้นงานความหมายมงคลก็คือ ปลามังกรสีทองที่ว่ายอยู่เคียงคู่กัน ที่มีทั้งขนาดใหญ่กว่า 2 เมตร ไปจนถึงขนาดกลาง และเล็ก เป็นพื้นผิวเมทัลลิกที่เคลือบด้วยสีทองเปล่งประกายโดดเด่น และเหตุที่ต้องว่ายมาเป็นคู่ก็เพื่อสื่อความหมายถึงความร่ำรวยมั่งคั่งแบบ 2 ชั้นนั่นเอง

“กุหลาบ” มุมมองความรักและฤดูกาลใบไม้ผลิ
ในนิทรรศการเราจะเห็นกุหลาบหลากหลายสีสันกำลังผลิบาน ทั้งประติมากรรมกุหลาบสีพาสเทล ชมพู ม่วง เหลือง แดง และส้ม ซึ่งนี่คือซีรีส์ Rose สื่อถึงความรักในมุมมองที่มีวันแปรเปลี่ยน เช่นเดียวกับดอกไม้ในธรรมชาติที่ไม่คงทนถาวร มีวันผลิบานและร่วงโรย โดยงานประติมากรรมชุดกุหลาบสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 2008 โดยในยุคแรกศิลปินเลือกใช้วัสดุตะกั่วและใช้สีที่ค่อนข้างทึม แต่ปัจจุบันศิลปินเลือกใช้วัสดุสเตนเลสพร้อมเทคนิคหล่อขึ้นรูปงานทีละชิ้น ก่อนนำมาประกอบร่างเป็นดอก พร้อมลงสีที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงด้านมุมมอง ความรู้สึก และสภาวะจิตใจของศิลปินในแต่ละช่วงเวลาจากอดีตถึงปัจจุบัน

ศิลปินย้อนเล่าว่า ในช่วงแรกที่ทำงานประติมากรรมกุหลาบเน้นโทนสีที่จืดชืด หม่นเทา สะท้อนภาวะของตัวเองที่ยังมองโลกอย่างโกรธขึ้ง แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้หลังจากที่ศิลปินได้มองเห็นภาพสะท้อนตัวตนของตัวเองจากบุคคล ก็เริ่มส่งแรงกระเพื่อมไปสู่จุดเปลี่ยนในการมองโลก และทำให้เขาเริ่มสร้างงานศิลปะที่มีสีสันสดใสมากขึ้น และที่สำคัญกุหลาบยังสื่อถึงการผลิบาน สื่อถึงความรู้สึกของการเดินเล่นในสวนช่วงฤดูใบไม้ผลิได้เป็นอย่างดี ดังที่ศิลปินได้กล่าวในงานเปิดนิทรรศการไว้ว่า
“เมื่อมาอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมการมองเห็นและความรู้สึกแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับรู้สึกลงตัวอย่างยิ่ง ผู้คนที่นี่เปิดรับสีสันที่สดและมีพลัง สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาอย่างฉับพลัน”
Fact File
- ร่วมสัมผัสความหมายและปรัชญาอันลึกซึ้งผ่านงานศิลปะอันงดงามในนิทรรศการ Spring Light โดยศิลปินจีน ไช จื้อซง (Cai Zhisong) ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ ออฟ มิลเลอร์ ชั้น M สยามพารากอน
- ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม FB: SiamParagon