ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ชวนเยาวชนเป็นนักสำรวจภูมิอากาศ ออกเดินทางสำรวจล้ำก้าวข้าม “ปรากฏการณ์เอลนีโญ”
- บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ชวนเยาวชนสวมบทบาทเป็นนักสำรวจสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Explorer and Detective ค้นหาวิธีการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม
- งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ประจำปี 2569 ที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม มาพร้อมแนวคิด “นวัตกรรมวิทย์พลิกโลก ตอน EGCO Base: Expedition Beyond El Niño” ชวนเยาวชนมารู้จักปรากฏการณ์เอลนีโญให้มากขึ้น
ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับ “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าอาจจะมีระดับความรุนแรงในช่วงพฤศจิกายน 2569 ถึง มกราคม 2570 สอดคล้องกับการพังถล่มของธารน้ำแข็งและดินโคลนบริเวณเทือกเขาหิมาลัยจนกลายเป็นภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบตที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2569 เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในการส่งสัญญาณจากธรรมชาติบอกกับมนุษย์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อระบบนิเวศ ผู้คน รวมทั้งยังเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคิด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group จึงถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในการเปลี่ยน ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นฐานบัญชาการลับแห่งอนาคต ชวนเยาวชนสวมบทบาทเป็นนักสำรวจสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Explorer and Detective ออกติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และถอดรหัสเพื่อค้นหาวิธีการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านนิทรรศการพิเศษในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ประจำปี 2569ซึ่งปีนี้มาพร้อมแนวคิด “นวัตกรรมวิทย์พลิกโลก ตอน EGCO Base: Expedition Beyond El Niño ชวนเยาวชนมารู้จักปรากฏการณ์เอลนีโญให้มากขึ้น และช่วยกันมองอนาคตว่าเราจะร่วมกันรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญได้อย่างไร

“เพราะเชื่อว่า ‘ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี’ ดังนั้น EGCO Group จึงให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ การพัฒนาความคิด และการปลูกฝังความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนและครู ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อนมากขึ้น สัปดาห์วิทยาศาสตร์ ภายใต้แนวคิด EGCO Base : Expedition Beyond El Niño สำรวจล้ำก้าวข้ามปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงเชิญชวนทุกคนออกเดินทางผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบ Mission-based Learning สำรวจและค้นหาความเชื่อมโยงของมหาสมุทร ภูมิอากาศ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของผู้คนบนโลกใบเดียวกัน เพื่อให้เราสามารถคาดการณ์ วางแผนรับมือ และเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางรอดของมนุษย์ไม่ใช่การเอาชนะธรรมชาติ แต่คือการเข้าใจธรรมชาติ และปรับตัวให้สอดคล้องกับจังหวะของโลก” พินทุ์สุดา เปี่ยมปิติ ผู้จัดการส่วนกิจกรรมองค์กรและสังคม EGCO Group เล่าถึงแนวคิดของการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์และนิทรรศการพิเศษซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 ในปี 2569 โดยในปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้เข้าชมทั้งนักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวมากกว่า 5,000 คน

สำหรับฐานบัญชาการลับแห่งอนาคตตั้งอยู่ในอดีตโรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำแห่งแรกของประเทศไทยริมทะเลขนอม ด้านในแบ่งออกเป็น 4 โซน พร้อมด้วย 6 ฐานกิจกรรม ที่ผสมผสานเทคโนโลยีทันสมัยและสื่อเรียนรู้ต่างๆ ในการสร้างห้องเรียนเสมือนจริง จำลองระบบนิเวศสำคัญๆ จากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลกเพื่อค้นหาความเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ต่างๆ โดยก่อนออกเดินทางคณะ Climate Explorer and Detective จะได้รับชุดอุปกรณ์ เช่น ชุดเข็มขัดการ์ดรูปภาพสัตว์ป่าและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ แว่นขยายกระดาษ และแว่นตากระดาษสามมิติ เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจสำรวจโลก



เริ่มจาก โซนที่ 1 “Living Planet” พาไปท่องป่าแอมะซอนจำลอง ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีพื้นที่กว่า 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 8 ประเทศ ได้แก่ บราซิล โบลิเวีย เปรู เอกวาดอร์ โคลอมเบีย เวเนซุเอลา กายอานา และซูรินาเม ป่าฝนเขตร้อนแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มากกว่า 5,000 ชนิด และมีพืชพรรณมากกว่า 40,000 ชนิด ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก โดยมีต้นไม้กว่า 390 พันล้านต้น ทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนและรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ Climate Explorer and Detective จะได้สัมผัสการจำลองแม่น้ำลอยฟ้า (Flying River) ซึ่งเกิดจากการคายน้ำจำนวนมากของป่าและไอน้ำเหล่านี้สามารถถูกกระแสลมพัดพาไปได้ไกล 2,000-5,000 กิโลเมตร ช่วยหล่อเลี้ยงพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาค อีกภารกิจหนึ่งคือ การตามหาสัตว์ป่า 5 ชนิด ที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหารของป่าแอมะซอนเช่น “เสือจากัวร์” นักล่าแห่งผืนป่า “งูอะนาคอนดา” นักล่าประจำแหล่งน้ำ “นกมาคอว์” นักบินสีรุ้งแห่งแอมะซอน “กบ” นักล่าแมลงตัวจิ๋ว และ “โลมาโบโต” นักว่ายน้ำสีชมพู

ออกจากป่ามุ่งหน้าสู่โรงภาพยนตร์ 4 มิติ ใน โซนที่ 2 Something is Wrong ภาพยนตร์สั้นแนว Sci-fi Cinematic เรื่อง “1.5 องศา” พาเหล่า Climate Explorer and Detective ย้อนสู่จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงขึ้น พร้อมกับจำลองการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตมนุษย์และสรรพสิ่งในอนาคต หากแม่น้ำลอยฟ้าของป่าแอมะซอนหายไป แผ่นดินแห้งแล้ง และน้ำแข็งละลาย เป็นการฉายให้เห็นถึงภาพรวมก่อนออกปฏิบัติภารกิจ

มาต่อกันที่ โซนที่ 3 The Broken World พาสำรวจผลกระทบของเอลนีโญใน 4 พื้นที่หลักของโลก ได้แก่ ทะเลทรายอาตากามา (Atacama Desert) ประเทศชิลี โดยเหล่า Climate Explorer and Detective จะได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงบนดินแดนที่ได้ชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดในโลกซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์กว่า 1,900 สายพันธุ์ แต่กลับมีทุ่งดอกไม้ป่าบานสะพรั่งหลังเกิดฝนตกมากผิดปกติในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกใต้ในปี 2025 เหตุการณ์นี้นำความสวยงามมาสู่ทะเลทราย แต่ในขณะเดียวกันระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปอาจนำไปสู่การอพยพย้ายถิ่นของสิ่งมีชีวิตและการล้มตายของพืชที่ต้องอาศัยอยู่ในสภาวะที่มีน้ำจำกัด

เช่นเดียวกับผลกระทบของเอลนีโญที่มีต่อแนวปะการังที่สำคัญของโลก Great Barrier Reef ซึ่งโซนนี้ได้จำลองแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลกในประเทศออสเตรเลีย สะท้อน Ocean Crisis เมื่อมหาสมุทรกำลังสูญเสียความสมดุล Climate Explorer and Detective จะได้ดำดิ่งสู่โลกใต้น้ำเรียนรู้เรื่องปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นทำให้ปะการังขับสาหร่ายออกมา สีสันหายไป กลายเป็นเพียงโครงหินปูนสีขาว แม้แต่สัตว์ทะเลยังมุ่งหน้าหาถิ่นฐานใหม่สู่พื้นที่ที่เย็นกว่าเพื่อความอยู่รอด


และเมื่อท้องทะเลคือแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศย่อมส่งผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่งในอนาคต เช่นเดียวกับ Changing Community โซนที่จำลองหมู่บ้านในอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดูเงียบเหงา ประมงพื้นบ้านซบเซาเพราะสัตว์น้ำหายาก ขาดแคลนน้ำ พื้นที่สีเขียวของป่าชายเลนค่อยๆ ลดลง สะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่สิ่งไกลตัว ทุกปรากฏการณ์ธรรมชาติมีความเชื่อมโยงกัน ชุมชนเรียนรู้และปรับตัวอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น

ออกเดินทางจากเมืองชายทะเลเขตร้อนเข้าสู่ Antarctica (แอนตาร์กติกา) หรือทวีปขั้วโลกใต้เพื่อสำรวจธารน้ำแข็งที่กำลังละลายเพราะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ดินแดนอันหนาวเหน็บแห่งนี้เป็นเหมือนแคปซูลเวลาพาย้อนกลับไปเกือบ 800,000 ปี ซึ่ง Ice Core คือกุญแจสำคัญที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกไว้ ซึ่งน้ำแข็งแต่ละชั้นที่เก็บทั้งฟองอากาศ ฝุ่นละออง และสารเคมีจากบรรยากาศในอดีต สามารถนำมาเปรียบเทียบสัญญาณที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน Climate Explorer and Detective ยังได้ทักทายกับเพนกวินทั้ง 4 สายพันธุ์ ซึ่งสะท้อนวิวัฒนาการและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตเพื่อให้อยู่รอดในอากาศหนาวเย็น พร้อมตั้งคำถามว่าเพนกวินจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและแหล่งอาหาร

การเดินทางสิ้นสุดเมื่อมาถึง โซนที่ 4 EGCO Expeditors War Room ฐานปฏิบัติการที่เหล่า Climate Explorer and Detective จะมารวมตัวและนำข้อมูลมาช่วยกันวิเคราะห์ เพื่อค้นหาวิธีปรับตัวให้อยู่รอดกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ใน Research Container ยังมีการจำลองบรรยากาศของสถานีวิจัยที่ติดตั้งนวัตกรรมเครื่องมือต่างๆ ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น Ocean Observation มีหน้าจอแสดงข้อมูลทุ่นตรวจวัด 4 ตัว ในรูปแบบแอนิเมชัน Climate Explorer and Detective สามารถตรวจสอบสภาวะทางทะเลและภูมิอากาศตามจุดต่างๆ ได้ ในส่วนของ Forecast AI จะช่วยวิเคราะห์ผลกระทบและจำลองอนาคตจากระดับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น Community Planning เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ช่วยให้ Climate Explorer and Detective สามารถออกแบบโครงการพัฒนาชุมชนอัจฉริยะ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำ การเลือกใช้พลังงานสะอาด การฟื้นฟูป่า การติดตั้งระบบพยากรณ์สภาพภูมิอากาศและการเตือนภัย ปิดท้ายด้วย Mission for Change เชิญชวนเยาวชนมาบอกเล่าไอเดีย “ภารกิจที่ฉันจะทำเพื่อโลก” ที่สามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความสมดุลในชุมชนและอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญจะดูเป็นสิ่งทีเข้าใจยากและไกลตัวเด็กๆ ทว่าที่ ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้โลกวิทยาศาสตร์ให้เด็กและเยาวชนสามารถสนุกและซึมซับองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ไม่ยากอย่างที่คิด “มาชมงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่ ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม เป็นปีที่ 5 แล้ว ชอบมาก ปีนี้ทำให้รู้จักปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้เข้าใจเกี่ยวกับภัยแล้ง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สนุกที่ได้เรียนรู้ มีเกมให้เล่นในป่าแอมะซอน หาสัตว์เจอครบทุกอย่าง ชอบโซนขั้วโลกใต้ เพราะมีเพนกวิน จะกลับไปปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ ปลูกต้นไม้ให้โลก และไม่ตัดไม้ทำลายป่า” ด.ช. ปิยพงศ์ ล่ำสุข นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าประสบการณ์การเข้าชมนิทรรศการ


ส่วน ด.ญ. ณัฏฐณิชา ช่วยบำรุง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา จังหวัดภูเก็ต เล่าความรู้สึกหลังเข้าชมนิทรรศการว่า “ชอบบรรยากาศเหมือนได้อยู่ในที่จริง ชอบโซนแอนตาร์กติกามีเพนกวินและอากาศเย็น ชอบโซนทะเลทรายมีดอกไม้ โซนทะเลก็ชอบ เพราะมีปลาหมึก ได้เรียนรู้เรื่องเอลนีโญที่ทำให้น้ำแข็งละลาย กลับไปจะแยกขยะ ไม่ทิ้งขยะลงทะเล เพื่อช่วยโลก”

นิทรรศการพิเศษ EGCO Base : Expedition Beyond El Niño จะเปิดให้เข้าชมฟรี! ชมถึงวันเด็กแห่งชาติปี 2570 ใครมีแพลนเที่ยวนครศรีธรรมราช อย่าลืมปักหมุด ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม
Fact File
- ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม เปิดให้เข้าชมฟรี! ทุกวันอังคาร-วันเสาร์ (หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09:00-16:00 น.
- นิทรรศการพิเศษ EGCO Base : Expedition Beyond El Niño เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึงวันเด็กแห่งชาติปี 2570 (วันที่ 9 มกราคม 2570)
- รายละเอียดเพิ่มเติม www.egco.com/th/khanom-learning-center โทร. 075 -466-062 หรือ 098-014-2249 หรือ เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KhanomLearningCenter