ตามรอย อัศจรรย์วันทอง สู่จิตรกรรมฝาผนังขุนช้างชุนแผน แห่งวัดป่าเลไลยก์
Arts & Culture

ตามรอย อัศจรรย์วันทอง สู่จิตรกรรมฝาผนังขุนช้างชุนแผน แห่งวัดป่าเลไลยก์

Focus
  • ภาพยนตร์ อัศจรรย์วันทอง นำจิตรกรรมฝาผนังของจริงจาก วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นต้นแบบ แรงบันดาลใจในการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ของภาพยนตร์ รวมถึงฉากหลังของโปสเตอร์ตัวละครหลักทั้ง 5
  • ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับภาพยนตร์ใช้จิตรกรรมฝาผนังเป็นทั้งคลังข้อมูลและหมุดหมายของการเล่าเรื่อง เพื่อหยิบวรรณกรรมพื้นบ้าน ขุนช้างขุนแผน มาตีความใหม่ในบริบทร่วมสมัย

ขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านของไทยที่ถูกเล่าซ้ำๆ ทั้งในรูปแบบของเรื่องเล่า ตำราเรียน บทกวี หนังสือ ละคร ภาพยนตร์ มานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าในการเล่าแต่ละครั้งเรามักจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของตัวละครต่างๆ ที่ถูกตีความแตกต่างกันออกไป และล่าสุดขุนช้างขุนแผนกลับมาในรูปแบบภาพยนตร์ อัศจรรย์วันทอง (In The Name of Love) ที่มีความแฟนตาซี ล้ำสมัย และอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ตำนานความรักสองใจ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากจิตรกรรมฝาผนังของ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี ผลงานของศิลปินชาวสุพรรณบุรี เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย ร่วมกับศิลปินอีก 11 คน ซึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบภาพและบรรยากาศของเรื่อง รวมถึงการนำมาใช้เป็นฉากหลังของโปสเตอร์ตัวละครหลักทั้ง 5 ของเรื่อง

ภาพจิตรกรรมตอน “ประหารชีวิตนางวันทอง”

ภาพยนตร์ อัศจรรย์วันทอง ได้รับแรงบันดาลใจตั้งต้นจากนวนิยาย รติรสไม่นำพา ซึ่งนำตัวละครจากวรรณกรรม ขุนช้างขุนแผน มาตีความใหม่ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน “พิมพ์มาดา” นักเขียนหญิงในยุคปัจจุบันที่หลุดเข้าไปในโลกของ วันทอง (รับบทโดย อิ้งค์-วรันธร เปานิล) และพยายามเอาชีวิตรอดจากชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ ขณะเดียวกันผู้กำกับฯ มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ (จาก Long Live Love!) ก็ใช้เรื่องราวนี้ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์แบบ toxic relationship ที่แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำในความสัมพันธ์ของผู้คนยุคปัจจุบัน

จิตรกรรมฝาผนัง สู่หมุดหมายของการเล่าเรื่อง

ก่อนที่จิตรกรรมฝาผนังจะกลายมาเป็นฉากหลังของโปสเตอร์ตัวละครหลัก ภาพเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นจากกระบวนการรีเสิร์ชของผู้กำกับฯ ปิยะกานต์ ที่ต้องการทำความเข้าใจบริบทของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในช่วงอยุธยา เพื่อค้นหารายละเอียดที่สามารถนำมาประกอบการสร้างโลกของ อัศจรรย์วันทอง

การเดินทางไปยังวัดป่าเลไลยก์ทำให้ผู้กำกับฯ พบกับจิตรกรรมฝาผนังที่มีทั้งรายละเอียดของเรื่องราว สีสัน และองค์ประกอบภาพ โดยได้มองเห็นศักยภาพของงานเหล่านี้ตั้งแต่แรก “เราพบว่างาน aesthetic ที่เราอยากได้ มันมีสีอะไรบางอย่างก่อน ที่เรารู้สึกว่า มันน่าจะเอามาทำอะไรได้เพิ่มเติม และในดีเทลของจิตรกรรมเหล่านั้น มันมีสิ่งที่ซ่อนอยู่เยอะมากๆ ซึ่งมันเป็นคลังข้อมูลที่ดีมาก”

จากความประทับใจนี้ภาพจิตรกรรมบนผนังวัดจึงกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของงานภาพในภาพยนตร์ อัศจรรย์วันทอง และต่อยอดมาเป็นฉากหลังของโปสเตอร์ตัวละคร รวมทั้งยังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดอ้างอิงสำคัญในการมองหาแก่นของเรื่องราว เนื่องจาก ขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่มีเนื้อหายาวและมีรายละเอียดจำนวนมาก ทำให้ ปิยะกานต์ มองว่าจิตรกรรมเหล่านี้เป็นเหมือน “หมุดหมาย” ของการเล่าเรื่องที่ชัดเจนขึ้นและเป็นส่วนที่ช่วยเสริมให้แก่นของการเล่าเรื่องมีความแข็งแรงขึ้น

ภาพจิตรกรรมตอน “ถวายตัวขุนช้าง”
อัศจรรย์วันทอง

จากจิตรกรรมจำนวนมาก ผู้กำกับฯ คัดเลือกภาพทั้งหมด 10 ภาพ มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาบท แล้วนำไปพัฒนาร่วมกับทีมโปรดักชันดีไซน์ซึ่งมี นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจที่เคยทำงานในตำแหน่ง creative art director ของภาพยนตร์ แมนสรวง มารับหน้าที่ production designer เพื่อสร้างโลกของ อัศจรรย์วันทอง และแต่งเติมความแฟนตาซีเข้าไป ให้ภาพจากจิตรกรรมสามารถโลดแล่นขึ้นมาในภาพยนตร์

ฉากหลังโปสเตอร์ตัวละครหลักทั้ง 5

จิตรกรรมฝาผนังวัดป่าเลไลยก์ที่ถูกนำมาใช้เป็นฉากหลังของโปสเตอร์ตัวละครทั้ง 5 แต่ละภาพเชื่อมโยงกับเหตุการณ์และช่วงเวลาที่แตกต่างกันในวรรณกรรมพื้นบ้าน ขุนช้างขุนแผน สำหรับโปสเตอร์ วันทองเลือกใช้ ตอน “ประหารชีวิตนางวันทอง” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ช่วงท้ายของวรรณกรรม เมื่อวันทองถูกตัดสินประหารชีวิต และกลายเป็นจุดสิ้นสุดของชะตากรรมตัวละคร ขณะที่ทาง ขุนแผน (รับบทโดย หมาก-ปริญ สุภารัตน์) เลือกใช้ภาพจิตรกรรมตอน “พลายแก้วกับพระยาเชียงทองรบเชียงใหม่” แสดงให้เห็นเส้นทางของตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการต่อสู้

อัศจรรย์วันทอง
ภาพจิตรกรรมตอน “พลายแก้วกับพระยาเชียงทองรบเชียงใหม่”
อัศจรรย์วันทอง

ด้าน ขุนช้าง (รับบทโดย กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์) เลือกใช้ภาพจิตรกรรมตอน “ถวายตัวขุนช้าง” ภาพในท้องพระโรงพระพันวษาที่ซึ่งขุนศรีวิชัยผู้เป็นบิดา นำขุนช้างมาเข้าเฝ้าเพื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็กและรับราชการ ส่วน จันสอน (รับบทโดย เฟย-ภัทร เอกแสงกุล) เลือกใช้จิตรกรรมฝาผนังตอน “ขุนไกรต้องโทษประหารชีวิต” เป็นภาพที่ผู้กำกับฯ เลือกเพื่อเชื่อมโยงกับตัวละครรุ่นพ่อ เพราะต้องการให้มีความใกล้เคียงกับต้นฉบับมากกว่าตัวละครอื่น และสะท้อนมุมมองเรื่องระบบที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราว

อัศจรรย์วันทอง
ภาพตอน “ขุนไกรต้องโทษประหารชีวิต”
อัศจรรย์วันทอง

ขณะที่ สายทอง (รับบทโดย ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ) เลือกใช้ภาพจิตรกรรม ตอน “กำเนิดขุนช้างขุนแผน” แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของอยุธยา ซึ่งแตกต่างจากตัวละครอื่นที่มีภาพเหตุการณ์สำคัญในเส้นเรื่อง เนื่องจากผู้กำกับฯ มองว่า สายทองเป็นตัวละครที่ยังคงอยู่กับบริบทความคิดเดิมของยุคสมัย “เป็นคนเดียวที่ไม่เปลี่ยน” และมีความเป็นตัวแทนของสามัญชนมากที่สุด

อัศจรรย์วันทอง
ภาพตอน “กำเนิดขุนช้างขุนแผน”
อัศจรรย์วันทอง

เหตุผลในการใช้จิตรกรรมฝาผนังจริง

สำหรับเหตุผลที่เลือกใช้จิตรกรรมฝาผนังวัดป่าเลไลยก์เป็นต้นแบบของงานภาพ แทนการสร้างขึ้นมาใหม่ มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของทางผู้กำกับฯ ซึ่งได้เล่าความประทับใจเมื่อได้ชมจิตรกรรมชุดนี้ว่า “เราไปเดินที่วัดป่าเลไลยก์ เราก็สนใจ รู้สึกว่ามันทัชใจเราไง ก็เลยอยากสร้างเหมือนวัฒนธรรมการเดินเสพงาน” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการนำภาพเหล่านี้มาต่อยอดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทีมงานต้องรักษารายละเอียดหลายส่วนจากต้นฉบับไว้ ทั้งการออกแบบงานศิลป์ การจัดหาพร็อป และงานคราฟต์ที่ต้องอาศัยช่างฝีมือเฉพาะทางภายใต้เวลาการถ่ายทำที่จำกัด ขณะเดียวกันก็ต้องผสมผสานความแฟนตาซีเข้าไป เพื่อสร้างภาพที่ร่วมสมัยโดยไม่ทิ้งกลิ่นอายของสมัยอยุธยา และเมื่อได้รับชมภาพยนตร์ ผู้กำกับฯ หวังว่า อัศจรรย์วันทอง จะชวนให้ผู้ชมหันกลับมามองจิตรกรรมไทยด้วยสายตาใหม่ ผ่านความงามของสีสัน องค์ประกอบ และรายละเอียดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงภาพบนผนังวัด

“เราหวังว่าพอดูหนังเสร็จ วันหนึ่งเขาเดินไปแล้วพูดว่า ‘เอ๊ะ ฉากนี้ ฉากนั้น’ เหมือนเวลาที่เราเดินมิวเซียมเมืองนอกแล้วรู้สึกสนุกจริงๆ และเชื่อมโยงผ่านเอนเทอร์เทนเมนต์ของหนังค่ะ”

Fact File : อัศจรรย์วันทอง เข้าฉายทุกโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย วันที่ 3 กันยายน 2569

อ้างอิง


Author

ธนัญชนก รัตนตั้งเจริญกุล
ชอบดูซีรีส์ หลงใหลในเพลงเก่าๆ อยากมีเวลาอ่านหนังสือ และใช้ชีวิตให้มากขึ้น ลองดูว่าชีวิตจะพาเราไปเจอกับอะไร