คุยกับคนเบื้องหลัง อัศจรรย์วันทอง เปิดมุมมองใหม่ของรักสุดวุ่นวายจากวรรณคดีอมตะ ขุนช้างขุนแผน
Faces

คุยกับคนเบื้องหลัง อัศจรรย์วันทอง เปิดมุมมองใหม่ของรักสุดวุ่นวายจากวรรณคดีอมตะ ขุนช้างขุนแผน

Focus
  • เจาะเบื้องหลัง อัศจรรย์วันทอง กับ ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับฯ และ นักรบ มูลมานัส ศิลปินทัศนศิลป์ร่วมสมัยในแนวคอลลาจชื่อดังแห่งยุคที่มารับหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้าง
  • อัศจรรย์วันทอง ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากนิยายเรื่อง รติรสไม่นำพา เขียนโดย “ลลนา” ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2563 นอกจากนั้นทางผู้สร้างยังได้อิงเนื้อหาจากวรรณคดีฉบับ เสภาขุนช้างขุนแผน และบรรยากาศกรุงศรีอยุธยาในจดหมายเหตุ ลาลูแบร์

ถ้าเอ่ยถึงตัวเอกในวรรณคดีอมตะที่เด็กไทยทุกคนต้องเคยสัมผัสเรื่องราวไม่มากก็น้อย ชะตากรรมของ วันทอง เป็นหนึ่งในตัวละครที่ถูกเล่าขานและวิพากษ์วิจารณ์มาหลายยุคหลายสมัย จากต้นเรื่อง ขุนช้างขุนแผน วรรณคดีสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มรดกทางวัฒนธรรมสะท้อนสังคมในสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งได้ถูกหยิบยกมาเป็นละคร ภาพยนตร์ และการแสดงศิลปะหลายแขนงมาหลายยุคสมัย ล่าสุดใน พ.ศ. 2569 ขุนช้างขุนแผนถูกนำมาตีความใหม่ในฉบับภาพยนตร์เรื่อง อัศจรรย์วันทอง (In The Name of Love) โดยผู้กำกับฯ ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ชวนคนดูมาเปิดชะตากรรมรักสุดวุ่นวายจากวรรณคดีไทยอมตะเล่าเรื่องราวรักสามสี่เส้าของ นางพิมพิลาลัย ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วันทอง (นำแสดงโดย อิ้งค์-วรันธร เปานิล) กับชายสองคน คือ ขุนช้าง (นำแสดงโดย กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์) และ ขุนแผน (นำแสดงโดย หมาก-ปริญ สุภารัตน์)

อัศจรรย์วันทอง

ภาพยนตร์ชวนมอง ขุนช้างขุนแผน ในมุมมองแบบผู้หญิงสมัยใหม่ผ่านสายตาของ พิมพ์มาดา หญิงสาวผู้กำลังวุ่นวายกับชีวิตรักและจู่ๆ เธอทะลุมิติจากยุค 2026 กลับไปอยู่ในร่างของ นางวันทอง ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ความน่าสนใจคือนางวันทองที่มีความคิดแบบหัวสมัยใหม่จะจัดการกับความสัมพันธ์สุดวุ่นวายระหว่างชายคนรัก คนรอบข้าง และผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินได้อย่างไร และเมื่อรู้แล้วว่าตอนจบของนางวันทองสองใจที่เล่าขานกันมาคือ ความตาย นางวันทองพลิกผันชะตากรรมของตัวเองในข้อหา สองใจ ได้หรือไม่  

อัศจรรย์วันทอง
วันทอง (นำแสดงโดย อิ้งค์-วรันธร เปานิล)

ต้นเรื่องของ อัศจรรย์วันทอง ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากนิยายเรื่อง รติรสไม่นำพา เขียนโดย “ลลนา” ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2563 นอกจากนั้นทางผู้สร้างยังได้อิงเนื้อหาจากวรรณคดีฉบับ เสภาขุนช้างขุนแผน และบรรยากาศกรุงศรีอยุธยาในจดหมายเหตุ ลาลูแบร์ เป็นต้นทางไอเดียของการสร้างตัวละครและองค์ประกอบศิลป์ในอัศจรรย์วันทอง

อัศจรรย์วันทอง
ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ
(ขอบคุณสถานที่ : NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน )

Sarakadee Lite ชวนเจาะเบื้องหลัง อัศจรรย์วันทอง กับ ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับฯ และ นักรบ มูลมานัส ศิลปินทัศนศิลป์ร่วมสมัยในแนวคอลลาจชื่อดังแห่งยุคที่มารับหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้าง (โปรดักชันดีไซเนอร์) ซึ่งผู้กำกับฯ บอกว่าได้จัดองค์ประกอบภาพโดยถอดแบบจากจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราว ขุนช้างขุนแผน ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยเชื่อว่าการสื่อสารเรื่องราวกับผู้ชมยุคใหม่ผ่านภาพอาจจะเข้าถึงได้ง่ายกว่าตัวหนังสืออย่างเดียว

อัศจรรย์วันทอง

Q : จุดเริ่มต้นของการโปรเกต์อัศจรรย์วันทอง

ปิยะกานต์ : ตอนแรกที่ทางค่าย Black Dragon ซึ่งเป็นผู้สร้างติดต่อมาให้กำกับฯ หนังใหม่เรื่องของนางวันทอง เรายอมรับเลยว่าตัวเองไม่ใช่แนว และไม่เคยทำหนังพีเรียดย้อนยุคมาก่อนเลย และรู้สึกเรื่องวันทองมันย้อนยุคไกลตัวเรามาก

ละครวันทองเวอร์ชันล่าสุดก็แทบไม่ได้ดู แต่ได้คุณจูเลียน จอง(ผู้อำนวยการสร้างชาวเกาหลีแห่งค่ายแบล็ค ดรากอน)เขาซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงนิยายขายดีเรื่อง รติรสไม่นำพา โดยเขามีมุมมองแบบคนต่างชาติว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ยอมเลือกใครจนตัวเองถูกตัดหัวนี่มันแบบว่า… Very What? ชวนเกิดคำถามตามมาว่าทำไม และคุณจูเลียนเขาเห็นหนังที่เรากำกับฯ เรื่อง Long Live Love! เขารู้สึกว่าเราน่าจะมาพูดเรื่องราวนี้ได้ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่เราก็กลับมามองตัวเราว่าถ้าเราจะมีโอกาสได้ทำพีเรียดสักเรื่อง และตัวละครเอกเป็นผู้หญิง เป็นตัวละครวันทองด้วย แนวเรื่องมันไม่ใช่แค่พีเรียด แต่เป็นเรื่องของผู้หญิงก็เลยคิดว่าโอกาสนี้น่าทำ ซึ่งก็ได้กลับไปดูขุนช้างขุนแผนเวอร์ชันเก่าๆ อยู่บ้าง ไปดูซีนประหารวันทอง เพราะอยากรู้ว่าตอนจบของแต่ละเวอร์ชันเป็นยังไง เพื่อที่จะเอามาวิเคราะห์ว่าเราจะทำให้แตกต่างได้ยังไง เราสามารถพูดอะไรได้อีกในมุมของเรา ซึ่งการที่ได้เป็นผู้กำกับฯ ผู้หญิงคนแรกที่ได้ทำเรื่องวันทองอาจจะเพราะว่าออริจินัลชื่อเรื่องขุนช้างขุนแผน ตัวเอกผู้ชาย ที่ผ่านมาคนกำกับฯ ก็เลยเป็นผู้ชาย

อัศจรรย์วันทอง
นักรบ มูลมานัส
(ขอบคุณสถานที่ : NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน )

Q : ทำไมถึงชวน นักรบ มูลมานัส มาทำงานฝ่ายออกแบบงานสร้าง

ปิยะกานต์ : มีคนแนะนำ แต่เราก็สนใจ เพราะเขามาจากโลกจิตรกรรม มาจากสายอาร์ตที่เชื่อมประวัติศาสตร์ เรื่องโบราณ ของเก่าเอามาเล่าได้สนุกมีความร่วมสมัย เรารู้สึกเชื่อมกับงานศิลปะของเขาได้และคิดว่าน่าจะทำงานด้วยกันสนุก จริงๆ เรามีงานภาพเขียนศิลปะแนวคอลลาจของ นักรบ มูลมานัส อยู่ที่บ้านสองชิ้น เป็นภาพแนวเกี่ยวกับผู้หญิงซึ่งประมูลมาได้ โดยไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มาร่วมงานกัน

นักรบ : จริงๆ ผมทำงานด้าน visual art เป็นหลัก จากเดิมที่เป็นงานภาพนิ่งสองมิติมีกว้างคูณยาว เป็นภาพใส่กรอบ หลังๆ ผมก็เริ่มทำงานอินสตอลเลชัน ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มากขึ้น ก็อยากเห็นงานที่มันขยับเคลื่อนไหวเป็นคนแสดงจริงบ้าง และที่ผ่านมาก็ได้ร่วมงานโพรดักชันกับภาพยนตร์ไทยมาสองเรื่อง เป็นช่วงเรียนวิชาแบบครูพักลักจำ (หัวเราะ)

อัศจรรย์วันทอง
จิตรกรรมขุนช้างขุนแผนที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี

Q : อะไรคือความทรงจำที่มีต่อ วันทอง ในวรรณคดีไทย

ปิยะกานต์ : ตอนอ่านเรื่องขุนช้างขุนแผนสมัยเด็ก เรารู้สึกว่าขุนแผนเป็นพระเอก แบบพระเอกก็คือพระเอก และเราตั้งคำถามคำถามแรกเลยว่า ตอนที่นางวันทองถูกตัดหัว ขุนแผนไปไหนคะ (หัวเราะ) คิดแบบใสซื่อตามวัยเราที่วรรณคดีมันนำพาเราให้คิดไปในทางที่ว่า วันทองคงชอบทั้งสองคน และขุนแผนกับวันทองคือ คู่รักที่เหมาะสมตามท้องเรื่อง แต่ถูกขุนช้างมาแย่งไป แต่พอตอนวันทองจะถูกตัดหัวขุนแผนที่เป็นพระเอกทำไมปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้

นักรบ : เด็กไทยทุกคนต้องได้เรียน ขุนช้างขุนแผน สิ่งที่จำได้คือเนื้อเรื่องตอนประหารนางวันทอง อาจารย์ให้เด็กๆ มาพูดคุยกันว่าเรามีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ลึกมากตามประสาระบบการศึกษาไทย เราเองตอนนั้นก็มองไม่เห็นอะไรมาก แต่หลังจากถูกชวนมาทำหนังแล้วต้องกลับไปอ่านขุนช้างขุนแผนอีกรอบ ทำให้เกิดคำถามว่า นางวันทองต้องยอมรับชะตากรรมที่เขาเลือกเหรอ ส่วนตัวขุนช้าง ตัวขุนแผนเองก็ต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเอง ทุกคนต้องสยบยอมอยู่ในระบบอำนาจอะไรบางอย่าง มันเป็นเพราะระบบผิดพลาดไหม และเราจะจัดการสิ่งนี้อย่างไร และตัวบทของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้เราเห็นว่าในยุคสมัยที่สังคมมันขับเคลื่อนกันไปไกลแล้ว มันทำให้เราคิดว่าขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณกรรมอมตะของโลกเรื่องหนึ่งเลยนะ เพราะไม่ว่าเราจะอ่านมันในยุคสมัยไหน มันก็ยังวิพากษ์วิจารณ์สังคม ชวนให้เราคิดว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไปเรามองเห็นประเด็นเหล่านี้แตกต่างไปจากเดิมได้อย่างไรบ้าง องค์ประกอบของเรื่องนี้มันมีความอมตะอยู่นะ

Q : หนังเปิดมาเป็นแนวโรแมนติกคอเมดีดรามา ผู้กำกับฯ ตั้งธงไว้ไหมว่าจะตีความตัวละครเหล่านี้ใหม่อย่างไร

ปิยะกานต์ : จริงๆ มีบทหนังฉบับร่างอันหนึ่งที่ให้วันทอง (ร่างทรงพิมพ์มาดา) สมัครเข้าไปทำงานในวังสมัยอยุธยา (หัวเราะ) วันทองร่างนี้มาจากปัจจุบัน ที่มีการศึกษาแล้วดันย้อนยุคกลับไป วันทองจะถวายตัวกับพระพันวษาเลยนะ เพราะเรารู้สึกว่าคีย์หลักคือ พระพันวษา ผู้ตัดสินคดีความให้วันทองถูกประหารก็เลยให้นางเอกสมัครเข้าไปทำงานในวังเสียเลยเพื่อจะได้พิสูจน์ตัวเอง เปลี่ยนมุมมองทัศนคติให้เขาเข้าใจ แต่เรื่องมันเป็นไปไม่ได้ เพราะบริบทยุคนั้น ผู้หญิงยังไม่มีการศึกษา การเรียนยังเป็นสิ่งต้องห้าม โรงเรียนสำหรับผู้หญิงสามัญจริงๆ เพิ่งมาเปิดตอนรัตนโกสินทร์ บทร่างนั้นก็เลยถูกปัดตกไป

วันทอง

Q : ภาพยนตร์อิงตามต้นฉบับทั้งนิยายและวรรณคดีมากน้อยแค่ไหน

ปิยะกานต์ : อัศจรรย์วันทองไม่ได้เดินเรื่องตรงตามนิยาย รติรสไม่นำพา ทั้งหมด เราใช้เส้นเรื่องแค่ช่วงเริ่มต้นที่พิมพ์มาดาทะลุมิติไปเข้าร่างวันทอง เพราะในนิยายเขาเพิ่มตัวละครตัวใหม่เป็นพระเอกอีกคนมาช่วยเหลือนางเอก แต่ในฉบับภาพยนตร์เรายังคงอิงเรื่องราวรักสามเส้าตามต้นฉบับวรรณคดีขุนช้างขุนแผน แต่ชุดความคิดของตัวละครวันทองในเรื่องสะท้อนมุมมองแบบผู้หญิงสมัยใหม่ของพิมพ์มาดาล้วนๆ พอพิมพ์มาดาทะลุมิติเข้าไปในร่างนางวันทองแล้ว เขาก็พยายามที่จะมีสิทธิ์มีเสียง พยายามสร้างเครือข่ายตามชุดความคิดของผู้หญิงโลกปัจจุบัน และหนังยังใช้บริบทผู้คนตามยุคสมัยเดียวกับในวรรณคดี ทำให้วันทองเวอร์ชันนี้เป็นวันทองเวอร์ชันที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะเราอยากตอบคำถามว่า “ขุนแผนไปไหน ตอนที่วันทองถูกประหาร”  เราอาจจะทำหนังที่พูดเรื่องผู้หญิง แต่ว่างานของเราสนใจเรื่องความสัมพันธ์ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ตั้งแต่ตอนทำหนังเรื่อง Long Live Love! แล้วที่มันดูเหมือนพูดถึงผู้หญิงมาก แต่ตัวเดินเรื่องกลับเป็นผู้ชาย เราแค่อยากที่จะให้ทั้งสองเพศได้เข้าใจกันมากขึ้น มากกว่าที่จะไปในทางเฟมินิสต์ เป็นเรื่องสิทธิ์ของฉันฝ่ายเดียว

วันทอง
ขุนช้าง นำแสดงโดย กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์

Q : ได้ทำงานร่วมกับต้นฉบับ รติรสไม่นำพา หรือวรรณคดีขุนช้างขุนแผนอย่างไร

ปิยะกานต์ : สำหรับ รติรสไม่นำพา เราชอบจุดเริ่มเรื่องคือการที่ผู้หญิงยุคโมเดิร์นพลัดหลงเข้าไปสู่โลกของวรรณคดี และจะต้องหาทางรอด จากนั้นก็นำโฟกัสไปที่วรรณคดีขุนช้างขุนแผน วิธีการเอาตัวรอดของวันทองเราอยากสื่อในเรื่องของผู้หญิง ส่วนในช่วงเตรียมงานก็ต้องกลับไปอ่านเสภาขุนช้างขุนแผน ฉบับหอสมุดแห่งชาติ และอ่านหลายเวอร์ชัน ส่วนนักแสดงก็ให้ไปอ่านขุนช้างขุนแผน ซึ่งแต่ละคนจะได้อ่านคนละเวอร์ชัน อย่างกลัฟ (รับบท ขุนช้าง) อ่านเวอร์ชัน ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่ เป็นงานเขียนเชิงวิเคราะห์ของ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช

ส่วนของปริมมี่ (รับบท สายทอง) เป็นเด็กอินเตอร์ก็เลยเลือกฉบับย่อยง่าย คุยเฟื่องเรื่องขุนช้างขุนแผน ของ โกวิท ตั้งตรงจิตร สำหรับหมาก ปริญญ์ (รับบท ขุนแผน) เราให้อ่านขุนช้างขุนแผน ฉบับของ “ป. อินทรปาลิต” เล่มหนาปึก 720 หน้า แต่หมากเขาก็จอยมาก เขาชอบมาก เพราะเขาเป็นแฟนนิยายชุดเพชรพระอุมาที่อ่านครบมาแล้ว และสุดท้ายคือเล่มเล่าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ฉบับสมบูรณ์ โดย ดร. รื่นฤดี สัจจพันธุ์ ให้ อิงค์ วรันธร ที่ต้องเล่นเป็นวันทองอ่าน

หมาก ปริญญ์ รับบท ขุนแผน

นักรบ : สำหรับผมกลับไปอ่านเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน และอ้างอิงงานออกแบบจากบทพรรณนาในเสภามาเป็นรายละเอียดเรื่องฉาก เสียง แสง เช่น บทบรรยายชุดนางวันทองห่มสไบเฉียงตอนไปฟังเทศน์เณรแก้วที่วัดป่าเลไลยก์ หรือการบรรยายลักษณะของแหวนก็เก็บรายละเอียดมาจากเสภา ด้วยความที่เราเป็นคนในยุคสมัยใหม่ เราเคยคิดว่าเสภาขุนช้างขุนแผนเป็นการเขียนบทเสภาอ่านยาก ไม่เข้าใจแน่ๆ แต่พอกลับไปใหม่อีกครั้ง กลายเป็นว่าเราอ่านรู้เรื่อง อ่านสนุก เห็นรายละเอียดอะไรต่างๆ ชัดเจนขึ้น และเอาเข้าจริงคนในปัจจุบันอ่านแล้วก็ยังรีเลตได้ เพราะภาษาที่ใช้เป็นการบรรยายและพรรณนาที่อ่านแล้วเห็นภาพได้เลย มันมีองค์ประกอบอะไรต่างๆ ที่มันค่อนข้างจะเซอร์ไพรส์เราเหมือนกัน อีกเล่มที่ได้ใช้คือ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ของทูตฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา อีกเล่มคือ Downtown Ayutthaya ต่างชาติต่างภาษา และโลกาภิวัตน์แรกในสยาม-อุษาคเนย์ โดย กำพล จำปาพันธ์

วันทอง

Q : ทำไมถึงเลือกเปลี่ยนภาพจำตัวละคร ขุนช้าง เวอร์ชันกลัฟ-คณาวุฒิ

ปิยะกานต์ : เราไปค้นเจอภาพสเกตช์ขุนนางไทยสมัยอยุธยาใน “หนังสือจดหมายเหตุ ลาลูแบร์” เป็นภาพขุนนางไทยผมยาวเป็นลอน เราก็จัดเลย ขุนช้างมีผมได้ ลุคแบบผมยาวขึ้นมานิดหนึ่ง และต้องดกกว่าขุนแผนไปเลย

นักรบ : ยุคนั้นอยุธยามีโปรตุเกส มีฝรั่งเข้ามาแล้ว สมัยของขุนช้างขุนแผนก็คาดว่าราวสมัยอยุธยาตอนกลางก็น่าจะมีชุดคอสตูมหรือทรงผมของขุนช้างที่เป็นแบบลอนยาวดกดำกว่าขุนแผนอีก มันจะมีความเหมือนตะวันตกได้ หรือตัวละครที่แต่งชุดจีนได้

วันทอง

Q : ไอเดียเบื้องหลังสี องค์ประกอบศิลป์ในอัศจรรย์วันทอง

ปิยะกานต์ :  ผู้กำกับภาพมีไอเดียว่าอยากได้ภาพที่ดูคล้ายความรู้สึกเวลาเราดูภาพเขียนสีน้ำมัน ที่เราใช้สีแบบวาไรตีมากๆ เพราะว่าจริงๆ แล้วในจิตรกรรมฝาผนังก็มีการใช้สีเยอะมาก บางแห่งก็มีสีสันจัดจ้านฉูดฉาดเป็นงานสไตล์แมกซิมัล (maximal style) และเราเองก็ชอบงานแนวนี้อยู่แล้ว เรามองเห็นหนังเรื่องนี้เป็นสีที่มีความเหลือบ ซ่อนแดง สีอมแดงในทุกจุด เพราะว่าสีแดง คือ สีสไบ ในซีนที่ค่อนข้างไอคอนิกของวันทองตามต้นเรื่อง และพอเรามีโอกาสทำหนังเรื่องวันทอง เรารู้สึกเหมือนได้ทำหนังซูเปอร์ฮีโรผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอาวุธคือสไบ โดยสีแดงที่ใช้ในเรื่องคือแดงทับทิม แดงก่ำ มันก็ตรงกับเรื่องความรักที่ตัวแทนเป็นสีแดงด้วย หรืออย่างดอกไม้เราบอกฝ่ายศิลป์ของหนังว่า ดอกไม้ที่อยู่ในหนังของเราต้องมีความหมายทุกชนิด อย่างในห้องวันทองก็ต้องมีดอกรักจัดในแจกันสองชุด สื่อถึงทั้งขุนช้างและขุนแผน

วันทอง

นักรบ : ในหนังยังมีการจัดดอกไม้ที่อิงจากเสภาขุนช้างขุนแผนและจดหมายเหตุลาลูแบร์ ซึ่งเขียนเล่าว่ามาไทยแล้วเจอดอกไม้อะไรบ้าง และเราก็นึกถึงอยุธยาสมัยนั้นว่าเป็นเมืองท่านานาชาติก็อาจจะมีดอกไม้จากต่างชาติเข้ามาได้ คีย์หลักของฝ่ายศิลป์นอกจากจะยึดจากหนังสือเสภาขุนช้างขุนแผนแล้วก็ยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี เราอยากเคารพความเป็นสุพรรณบุรี เพราะเรื่องราวฉากหลังคือความเป็นท้องถิ่นเมืองสุพรรณ ส่วนการตีความก็ให้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนปัจจุบัน จิตรกรรมที่วัดป่าเลไลยก์ ช่างเขียนภาพคืออาจารย์เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย ได้แรงบันดาลใจมาจากบทพรรณนาในเล่มเสภาขุนช้างขุนแผน ภาพมีความเซอร์เรียลเป็นแนวเหนือจริง ทั้งการให้สีสันในภาพที่ไม่ได้เป็นตามแบบอย่างภาพเขียนไทยโบราณ 100 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าช่างเขียนภาพฝาผนังก็มีการตีความเรื่องราวมาอีกทอดหนึ่งเหมือนกัน  

วันทอง

ปิยะกานต์ : ฉากสำคัญที่ถอดมาจากจิตรกรรมน่าจะประมาณ 10 ฉาก เราวางองค์ประกอบภาพให้ตรงกับจิตรกรรมฝาผนังของจริง เพราะเราอยากให้ทุกคนดูสนุก ถ้านึกถึงเรื่องวันทองในรูปแบบของวรรณคดีอาจจะไกลตัว แต่พอเราเห็นภาพวาดฝาผนังเราจะรู้สึกว่ามันใกล้ขึ้น และพอเป็นฉบับภาพยนตร์มันจะยิ่งทำให้ใกล้คนปัจจุบันขึ้นอีก ฉากที่ถอดมาจากภาพจิตรกรรมก็เช่นตอนขุนแผนยกขันหมากมาสู่ขอวันทองทางเรือ ซึ่งมีเรือหลายลำจอดเทียบท่าหน้าบ้านแม่ศรีประจันต์ ตอนถ่ายทำเราพยายามวางองค์ประกอบภาพให้ตรงตามภาพเขียนที่วัดป่าเลไลยก์ซึ่งมีภาพเขียนเรือชาวบ้านเป็นพื้นหลังด้วย กว่าจะหาโลเคชันท่าน้ำหน้าบ้านแบบไม่ต้องปรับหรือสร้างใหม่ตรงตามจิตรกรรมก็ว่ายากแล้ว ตอนถ่ายจริงต้องให้ทีมงานออกแรงดึงเชือกดันเรือให้ตรงตำแหน่งตามองค์ประกอบภาพอีกก็เป็นอีกซีนที่อยากชวนกลับไปดูจิตรกรรมของจริง

Q : อัศจรรย์วันทองยึดความแม่นยำในประวัติศาสตร์มากแค่ไหน

นักรบ :  การสร้างโลกในหนังย้อนยุค เรายึดโยงกับประวัติศาสตร์ไว้ประมาณหนึ่ง แต่เราไม่ปิดกั้น เพราะงานออกแบบมันต้องเสิร์ฟโลกในหนังตรงนั้น และก็ต้องเสิร์ฟคาแรกเตอร์ด้วย ยกตัวอย่างสไบเกราะของวันทองเป็นงานออกแบบของ Pipatchara ดีไซน์แบรนด์ของยุคปัจจุบัน แต่มันก็มีความเป็นไปได้ หรืออย่างอาสนะของเณรแก้ว (ขุนแผน) ในฉากเทศน์มหาชาติที่วัดป่าเลไลยก์ เราพยายามหาสิ่งเทียบเคียงกับศิลปะในยุคนั้น ทั้งการประดับตกแต่งฉาก อย่างฉากสำคัญขุนแผนบุกขึ้นบ้านวันทอง เขาก็จะเห็นม่านผ้าปักฝีมือนางวันทอง ซึ่งม่านปักในเวอร์ชันอัศจรรย์วันทอง เป็นงานที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ด้วยความภาคภูมิใจ

วันทอง

ปิยะกานต์ : เรารู้สึกทัชกับความคราฟต์และวัฒนธรรมของผู้คนในยุคก่อน เราก็เลยพยายามใส่ไว้ในหนังด้วย ทุกอย่างในอัศจรรย์วันทอง คืองานคราฟต์ที่ผสมผสานความงามของศิลปะไทยกับมุมมองร่วมสมัย เช่นในฉากประหารวันทองก็มีการสร้างฉากแบบอยุธยาและใส่การรำดาบของเพชฌฆาตซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้ว มีการออกแบบเครื่องทรงช้าง ม้า ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้มีคนแต่งเครื่องทรงช้างสำหรับออกศึกแค่คนเดียว เป็นคนที่ทำหนังเรื่องตำนานสุริโยทัย และตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นอกจากมุมมองใหม่แล้วเราก็พยายามบันทึกสิ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมสมัยอยุธยาไว้ในหนัง อัศจรรย์วันทอง ด้วย


Author

ทศพร กลิ่นหอม
นักเขียนสายบันเทิง สังคม ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ เคยประจำการอยู่ที่ เมเนจเจอร์ออนไลน์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และรายการ ET Thailand ปัจจุบันรับจ้างทั่วไป