แจกโลเคชัน SaWaDiKa แบบช็อตต่อช็อต เมื่อ LISA ตะโกนความเป็นไทยแบบป๊อปคัลเจอร์
- SaWaDiKa ซิงเกิลใหม่ของ LISA (ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล) ซึ่งเป็นการเปิดตัว EP ใหม่ในชื่อ PRESS PLAY ที่จัดจ้านและเต็มไปด้วยรสชาติความเป็นไทย
- ซิงเกิลใหม่โดดเด่นด้วยโลเคชันที่ถ่ายทำในกรุงเทพฯ ประเทศไทยทั้งหมด ส่งให้วัฒนธรรมไทยเดินหน้าสู่ความป๊อปคัลเจอร์ได้อย่างร่วมสมัย
กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งสำหรับ SaWaDiKa ซิงเกิลใหม่ของ LISA (ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล) ซึ่งเป็นการเปิดตัว EP ใหม่ในชื่อ PRESS PLAY ที่จัดจ้านและเต็มไปด้วยรสชาติความเป็นไทย โดย SaWaDiKa ถ่ายทำในประเทศไทยทั้งหมดและหยิบอัตลักษณ์ไทยขึ้นสู่เวทีป๊อปคัลเจอร์ได้อย่างสนุกและแสบสันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย ตุ๊กตุ๊ก ชฎา ไก่ชน พระเครื่อง หรือแม้แต่เทคนิคช่างโบราณการดุนโลหะก็ถูกนำมาตีความเป็นป๊อปคัลเจอร์ได้อย่างร่วมสมัยมากๆ และมากกว่าเรื่องแฟชั่นไทยแล้ว SaWaDiKa ยังชวนเที่ยวกรุงเทพฯ ผ่านโลเคชันที่หลากหลาย และสำหรับใครที่กำลังแกะรอยโลเคชัน MV ซิงเกิล SaWaDiKa ทีม Sarakadee Lite ได้ถอดโลเคชันแบบช็อตต่อช็อตมาให้ได้ตามรอยกันแล้ว

Dib Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ
ให้ฉากประเทศไทยในเพลงนี้ดูป๊อปยิ่งขึ้นก็คือการเลือกโลเคชัน Dib Bangkok หรือ ดิบ บางกอก ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของ เพชร โอสถานุเคราะห์ (พ.ศ. 2497-2566) นักสะสมงานศิลปะและผู้มีคุณูปการต่อวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในระดับสากลโดยถึงกับขายบิ๊กล็อตหุ้นโอสถสภาของธุรกิจครอบครัวที่เขาถือครองเพื่อนำเงินมาทำความฝันให้เป็นจริง และเจตนารมณ์ของเขาเป็นจริงภายหลังการเสียชีวิต 2 ปี


จากไอเดียแรกๆ ที่เพชรเคยเรียกว่า O Museum พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสถานที่ตั้งและบริษัทออกแบบมาแล้วหลายครั้ง ในที่สุดพิพิธภัณฑ์ถือกำเนิดด้วยชื่อ “Dib” หรือ “ดิบ” ที่หมายถึงความดั้งเดิมที่ไม่ปรุงแต่ง บนพื้นที่ที่เคยเป็นอาคารโกดังเหล็กเก่าที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนได้รับการปรับปรุงและออกแบบใหม่โดย WHY Architecture ด้วยความร่วมมือกับ A49 และสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับที่ตั้งเดิมของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท ซึ่งก่อตั้งโดยครอบครัวโอสถานุเคราะห์ และใน MV เพลง SaWaDiKa ก็ถ่ายทอดมุมไอโคนิกของโกดังเหล็กเก่าได้ชัดเจนเช่นกัน

“Pars pro Toto” จักรวาลในมุมมอง อลิเชีย ควาเด
ที่ Dib Bangkok สาว LISA ได้เข้าฉากกับงานศิลปะของศิลปินระดับโลก 2 ชิ้น เริ่มจาก Pars pro Toto ผลงานของ อลิเชีย ควาเด (Alicja Kwade) จัดแสดงลูกบอลหินทรงกลมทำจากหินธรรมชาติขนาดใหญ่จำนวน 11 ลูกขนาดลดหลั่นกันด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 70-250 เซนติเมตร พร้อมชักชวนให้ผู้ชมเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชิ้นงานและเมื่อพิจารณาพื้นผิวของหินจะเห็นการก่อตัวเป็นชั้นๆ ของหินที่อัดแน่นผ่านกาลเวลามาหลายพันล้านปี

ศิลปินจัดวางหินให้เหมือนระบบสุริยะย่อส่วนเพื่อสื่อถึงเรื่องเวลาของอดีตอันยาวนานที่จับต้องไม่ได้แต่บันทึกเป็นหลักฐานทางกายภาพผ่านขนาดและความหนักของหินแต่ละก้อนได้ คำว่า “Pars pro Toto” ในภาษาละติน หมายถึง “ส่วนหนึ่งแทนทั้งหมด” สะท้อนตั้งแต่ระดับอะตอมไปจนถึงระบบสุริยะและโครงสร้างของจักรวาลโดยการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคลถูกนำมาเปรียบเทียบกับขนาดอันมหาศาลของกาลเวลาและสสาร

“Straight up” ท้องฟ้าและการตระหนักรู้ของ เจมส์ เทอร์เรลล์
อีกชิ้นงานที่น่าจะฮอตฮิตตามมาคือ Straight up โดย เจมส์ เทอร์เรลล์ (James Turrell) ศิลปินอเมริกันชื่อดังผู้บุกเบิกการสร้างงานเกี่ยวกับแสง การรับรู้ และพื้นที่เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่เรียกว่า time-based perceptual experience หรือประสบการณ์การรับรู้ตามช่วงเวลาโดยเฉพาะผลงานเลื่องชื่อชุด “Skyspace” ที่เขาสร้างสรรค์มาแล้วกว่า 90 แห่งทั่วโลกตั้งแต่ยุค 70s ด้วยการสร้างพื้นที่ปิดล้อมให้ผู้ชมมองเห็นแสงธรรมชาติจากท้องฟ้าผ่านการ “จัดกรอบ” ด้วยช่องเปิดบนเพดาน

เจมส์ เทอร์เรลล์ ได้สร้างศิลปะจัดวางเฉพาะพื้นที่และติดตั้งถาวรในชื่อ Straight up (2025)เป็นรูปทรงเหมือนหอคอย ผู้ชมต้องเดินขึ้นบันไดไปด้านบนที่สร้างเป็นห้องทรงกลมและมีเก้าอี้โค้งไปตามผนังให้นั่ง ตรงกลางเพดานเจาะเป็นช่องวงกลมเล็กๆ ให้มองเห็นท้องฟ้าภายนอก สีในห้องเปลี่ยนไปตามสีของแสงไฟที่ตั้งโปรแกรมไว้ทำให้สีของท้องฟ้าที่มองเห็นผ่านช่องเปิดบนเพดานที่เป็นดั่ง “รูรับแสง” เปลี่ยนเป็นสีคู่ตรงข้าม ส่วนชั้นล่างของหอคอยใช้หลักการของกล้องรูเข็มเพื่อฉายภาพท้องฟ้าลงบนพื้น

“หัวลำโพง” ต้นแบบจากสถานีแฟรงก์เฟิร์ต
อีกโลเคชันที่ต้องตามรอยคือ สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือเรียกกันทั่วไปว่า สถานีหัวลำโพง สถานีรถไฟที่เคยเป็นความล้ำสมัยของประเทศไทย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่แล้วเสร็จและเปิดใช้การได้ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2459 ผลงานไอโคนิกของ มารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกชาวอิตาลี


สถานีหัวลำโพงมีต้นแบบมาจากสถานีรถไฟกลางของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อ 18 สิงหาคม ค.ศ.1888 ส่วน หัวลำโพง นั้นเปิดให้บริการหลังสถานีแฟรงก์เฟิร์ตในอีก 25 ปี ต่อมา


ทั้งนี้ในด้านรูปแบบสถาปัตยกรรมของหัวลำโพงถอดจากสถานีแฟรงก์เฟิร์ตมาตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างไปจนถึงการใช้วัสดุที่เน้นเหล็กและกระจก เอกลักษณ์ของหัวลำโพงคืออาคารทรงโดม (ทรงกระบอกผ่าครึ่ง) สไตล์อิตาเลียนเรอเนซองส์ ด้านวัสดุในการก่อสร้างใช้วัสดุสำเร็จรูปนำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี รวมทั้งมีการติดตั้งนาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดมด้านหน้าของสถานีคล้ายกับที่สถานีแฟรงก์เฟิร์ต


สำหรับฉากหัวลำโพงที่อยู่ใน MV เพลง SaWaDiKa ก็มีตั้งแต่พื้นบริเวณโถงกลางของสถานี ทางออกตรงที่รับ-ส่งหนังสือห้องโทรพิมพ์ สปด.1 ซึ่งเชื่อมไปถนนรองเมือง จุดรอรถไฟชานชาลาที่ 1 ซึ่งมีฉากหลังเป็นป้ายถนนรองเมือง และลานรอรถระหว่างชานชาลา 4-5 และสำหรับใครที่จะตามรอย LISA ไปถ่ายที่หัวลำโพง แนะนำว่าอย่ากระโดดลงไปถ่ายบริเวณรางรถไฟ ไม่เดินตัดรางรถไฟ และไม่รบกวนผู้ที่มาใช้บริการในสถานีด้วย

New Suanmali Hotel และย่านบำรุงเมือง
สำหรับย่านเมืองเก่าที่ปรากฏใน MV คือ ย่านบำรุงเมือง ซึ่งมีทั้งห้องแถวเก่าแถวถนนเฉลิมเขต 1 และโรงแรม New Suanmali Hotel ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมอาคารโค้งคลาสสิก อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์กอย่างเสาชิงช้า ภูเขาทอง หรือวัดสุทัศน์ฯ



หอพักหญิงธรรมศาสตร์
ฉากเวทีมวยใน MV ถูกจัดวางอยู่ด้านหน้าอาคารคลาสสิกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารสุดโมเดิร์น ที่นี่คืออดีต หอพักนักศึกษาหญิงธรรมศาสตร์ ตั้งอยู่ในซอยงามดูพลี และถูกใช้เป็นโลเคชันถ่ายทำ MV และภาพยนตร์อยู่หลายเรื่องรวมทั้งฉากเวทีมวย และมุมดาดฟ้าที่เห็นบรรยากาศของถนนสาทรในมุมที่แปลกตาออกไป ซึ่งปัจจุบันตัวอาคารถูกปล่อยร้าง ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหอพักนักศึกษามานานกว่า 30 ปี