The Odyssey ภาพยนตร์จากบทกวีกรีกโบราณที่ซ่อนความหมายที่แท้จริงของการ “กลับบ้าน”
Lite

The Odyssey ภาพยนตร์จากบทกวีกรีกโบราณที่ซ่อนความหมายที่แท้จริงของการ “กลับบ้าน”

Focus
  • ภาพยนตร์ The Odyssey ฉบับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ตีความการเดินทางกลับบ้านของโอดิสซีอุสใหม่ ด้วยการเผชิญหน้ากับบาดแผลและตัวตนที่สูญหายหลังสงครามกรุงทรอย
  • สำรวจผลกระทบของสงครามผ่านตำนานกรีกโบราณ ตั้งแต่ราคาของชัยชนะ การไม่ทำตามกฎของซุสที่ใช้ยึดทางศีลธรรม ไปจนถึงคำถามว่ามนุษย์เหลืออะไรหลังผ่านพ้นความสูญเสีย

โอดิสซี (Odyssey) มหากาพย์กรีกโบราณซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าถูกประพันธ์โดย โฮเมอร์ เมื่อราว 2,700-2,800 ปีก่อน เล่าถึงเรื่องราวการผจญภัยของวีรบุรุษผู้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการเพื่อกลับสู่มาตุภูมิ ทว่าเมื่อบทกวีถูกถ่ายทอดสู่ฉบับภาพยนตร์ The Odyssey โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Oppenheimer การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้กลับซ่อนอะไรไว้มากกว่านั้น เมื่อมนุษย์ต้องพยายามกลับไปหาตัวตนที่สูญหายระหว่างสงคราม

The Odyssey

นับตั้งแต่ โอดิสซีอุส (รับบทโดย แมตต์ เดมอน) ใช้กลอุบายม้าไม้ปิดฉากสงครามกรุงทรอยที่ยืดเยื้อมานาน 10 ปีได้สำเร็จ เขาก็เริ่มออกเดินทางกลับสู่อิทากาบ้านเกิดที่ซึ่ง ราชินีเพเนโลพี (รับบทโดย แอนน์ แฮททาเวย์) และ เทเลมาคัส (รับบทโดย ทอม ฮอลแลนด์) ลูกชายผู้ไม่เคยพบหน้าพ่อ ยังคงเฝ้ารอการกลับมาโดยที่ยังไม่รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ มีเพียงเรื่องเล่าของนักขับลำนำที่กล่าวขานถึงชัยชนะของโอดิสซีอุสเหนือสงครามกรุงทรอย

**บทความหลังจากนี้มีสปอยล์เนื้อหาภาพยนตร์

The Odyssey
ภาพชาวทรอยกำลังลากม้าไม้กลับเมือง

ความบอบช้ำจากการสูญเสียลูกเรือทุกคน ประกอบกับบาดแผลทางจิตใจจากสงครามทำให้ความทรงจำของโอดิสซีอุสเลือนรางทั้งยังต้องมาติดอยู่บนเกาะของ คาลิปโซ (รับบทโดย ชาร์ลิซ เทอรอน) ซึ่งตกหลุมรักเขาและกักขังเขาไว้นานถึง 7 ปี โอดิสซีอุสต้องพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวอันเจ็บปวด ตั้งแต่การเผชิญหน้ากับ ไซคลอปส์ แม่มด ไซเรน ไปจนถึงเหล่าทหารที่เสียชีวิตในยมโลก ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เผยให้เห็นว่า เบื้องหลังการเดินทางกลับบ้านของเขายังมีบาดแผลที่ไม่เคยจางหายไป

The Odyssey
จากซ้าย : โอดิสซีอุส (รับบทโดย แมตต์ เดมอน) และ เทพีอะทีนา (รับบทโดย เซนเดย์อา)

อะทีนาของโนแลน : ตราบาปในคราบเทพีแห่งปัญญา

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้สงครามจะจบลงแล้ว แต่ภาพยนตร์กลับทำให้มันยังคงดำเนินต่อไปสำหรับโอดิสซีอุส โดยใช้ความทรงจำที่กระจัดกระจายเพื่อให้ผู้ชมสัมผัสประสบการณ์ของคนที่ยังติดอยู่กับสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่ภายใต้กลอุบายม้าไม้ ผู้คนที่ล้มตายทั้งทหารและชาวเมืองที่ไร้ทางสู้ ผ่านการแสดงของ แมตต์ เดมอน ในฐานะชายผู้แบกรับชัยชนะที่ไม่อาจภาคภูมิใจ มากกว่าการเป็นนักรบผู้กลับมาพร้อมเกียรติยศ

The Odyssey
จากซ้าย : เพเนโลพี(รับบทโดย แอนน์ แฮททาเวย์) เทเลมาคัส (รับบทโดย ทอม ฮอลแลนด์)

บาดแผลดังกล่าวยังถูกย้ำผ่านการปรากฏตัวของ เทพีอะทีนา (รับบทโดย เซนเดย์อา) เกือบตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งโอดิสซีอุสมองเห็นในร่างของหญิงสาวชาวทรอยที่เคยถูกสังหารต่อหน้าต่อตา และด้วยการตีความของโนแลน แทนที่เทพีแห่งปัญญาจะเป็นเพียงผู้ชี้นำวีรบุรุษอย่างในตำนานดั้งเดิม เธอกลับกลายเป็น เครื่องเตือนใจถึงราคาของชัยชนะ และสะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปภายในจิตใจของเขา แม้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

โอดิสซีอุส (รับบทโดย แมตต์ เดมอน)

โลกหลังสงครามที่ไร้กฎ

“สงคราม” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นเรื่อง “กฎของซุส” แนวคิดสำคัญของโลกกรีกโบราณว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านกับผู้มาเยือนซึ่งกำหนดให้มนุษย์แบ่งปันอาหาร มอบที่พักพิง และให้เกียรติคนแปลกหน้า ภายใต้ความเชื่อว่าอาจเป็นเทพเจ้าที่ปลอมตัวลงมาทดสอบมนุษย์ กฎนี้จึงเป็นหลักยึดที่เตือนให้ผู้คนเคารพกันและกัน แต่หลังจากความพินาศของกรุงทรอย กฎศักดิ์สิทธิ์ของซุสกลับพังทลายลง เมื่อผู้คนเริ่มชินกับการปล้นสะดม การเข่นฆ่า และการใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชีวิตรอด ความโหดร้ายในครั้งนั้นได้รื้อถอนระบบศีลธรรมที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ จนทำให้โลกยุคหลังการสู้รบกลายเป็นดินแดนที่ไร้ยินดีและเต็มไปด้วยอันตราย

The Odyssey

ผลของการละเมิดกฎยังย้อนกลับไปถึงอิทากา เมื่อเพเนโลพีต้องเผชิญกับเหล่าผู้มาสู่ขอที่เข้ามาพำนักในวังเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยใช้ข้ออ้างของบัลลังก์กษัตริย์ที่ว่าง พวกเขากิน ดื่ม ใช้ทรัพย์สินของราชวงศ์อย่างไม่เกรงใจพร้อมทั้งกดดันให้เธอเลือกสามีใหม่ เมื่อโลกหลังสงครามไม่ยึดถือกฎของซุสอีกต่อไป แม้แต่บ้านซึ่งควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็ไม่อาจหนีจากความวุ่นวายได้

แม่มดเซอร์ซี (รับบทโดย ซาแมนทา มอร์ตัน)

และเมื่อโอดิสซีอุสไปถึงเกาะของ แม่มดเซอร์ซี (รับบทโดย ซาแมนทา มอร์ตัน) เธอได้กล่าวถึงความโหดเหี้ยมของเหล่าทหารที่ปล้น ฆ่า และทำลายทุกสิ่งตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แล้วสาปให้พวกเขากลายเป็นหมู พร้อมอธิบายว่าร่างนั้นสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา แม้คำสาปและคำตราหน้าจะมุ่งตรงไปยังเหล่าทหาร แต่ในอีกมุมหนึ่งมันกลับตั้งคำถามต่อโอดิสซีอุสในฐานะผู้นำว่า เขาจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความโหดร้ายที่เกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของตนได้จริงหรือ

สิ่งที่สูญเสียไปแล้วไม่มีวันหวนคืน

หลังหลงทางอยู่ในทะเลอย่างยาวนาน โอดิสซีอุสจึงต้องไปยังยมโลกเพื่อขอคำชี้แนะจากผู้ตาย และกลายเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับเหล่าลูกเรือที่เสียชีวิตระหว่างทาง โดยไม่ได้รับการฝังอย่างสมเกียรติ ทำให้เขาได้กลับมามองผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ และตระหนักว่าภาระของผู้นำไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับชัยชนะ เพราะเบื้องหลังการเดินทางกลับบ้านของเขายังมีชีวิตของผู้คนอีกมากมายที่สูญเสียไป และสมควรได้รับการจดจำไม่ต่างกัน ดังนั้นเมื่อการเดินทางดำเนินต่อไป บทเพลงของไซเรนกลับเผยความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเสียงล่อลวง เมื่อเขาได้ฟังและอธิบายว่ามันคือ “สิ่งที่ปรารถนาที่สุด สิ่งที่เราไม่มีวันได้มา สิ่งที่เราเคยมีและสูญเสียมันไปแล้ว” ซึ่งเผยให้เห็นความโหยหาต่อชีวิตก่อนสงคราม และตัวตนที่เขาเคยเป็น

การล่มสลายของกรุงทรอย

ภาพยนตร์ The Odyssey ภายใต้การกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน จึงไม่แช่แค่การนำบทกวีโบราณมาขับขานใหม่ แต่ยังชวนตั้งคำถามถึงสิ่งที่เสียไปกับสงคราม ทั้งชีวิตผู้คนที่ล้มตายไปจนถึงตัวตนของผู้รอดชีวิต รวมทั้งความหมายของ “ชัยชนะ” ที่บางครั้งก็ไม่อาจพาโลกกลับไปเป็นอย่างเดิมได้อีก

Fact File

  • ภาพยนตร์ The Odyssey หรือชื่อไทย “มหากาพย์โอดิสซี” เข้าฉายทุกโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
  • The Odyssey เป็นภาพยนตร์ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ตลอดทั้งเรื่อง โดยในโรง IMAX 70 มม. ภาพยนตร์จะถูกฉายด้วยอัตราส่วนภาพ 1.43 : 1 ซึ่งเป็นรูปแบบภาพที่สามารถแสดงรายละเอียดได้มากที่สุดของระบบ IMAX เพื่อพาผู้ชมเข้าใกล้โลกของมหากาพย์การเดินทางครั้งนี้มากขึ้น

ภาพ : Universal Picture        

อ้างอิง


Author

ธนัญชนก รัตนตั้งเจริญกุล
ชอบดูซีรีส์ หลงใหลในเพลงเก่าๆ อยากมีเวลาอ่านหนังสือ และใช้ชีวิตให้มากขึ้น ลองดูว่าชีวิตจะพาเราไปเจอกับอะไร