HOPE ภาพยนตร์ในรอบ 10 ปีของผู้กำกับ “นาฮงจิน” การเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กับผู้แตกต่าง
- ภาพยนตร์ HOPE ของ นาฮงจิน ที่ใช้การมาถึงของสิ่งมีชีวิตนอกโลกเป็นจุดตั้งต้นในการสำรวจความกลัวและการเผชิญหน้ากับผู้ที่แตกต่าง
- ผลงานเขียนบทและกำกับฯ ล่าสุดของ นาฮงจิน ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งกลับมาอีกครั้งในรอบ 10 ปี หลังจาก The Wailing (2016)
HOPE ภาพยนตร์ที่ตั้งชื่อภาษาไทยแบบตรงตัวว่า “ความหวัง” แต่กลับพาผู้ชมไปมองมนุษย์ในวันที่ ความหวัง ดูไกลเกินเอื้อม…นี่คือผลงานเขียนบทและกำกับฯ ล่าสุดของ นาฮงจิน ผู้กำกับฯ ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งกลับมาอีกครั้งในรอบ 10 ปี หลังจาก The Wailing (2016) เมื่อสิ่งมีชีวิตนอกโลกปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ความกลัวได้ลุกลามกลายเป็นความรุนแรง และพาเหตุการณ์ทั้งหมดไปไกลจนถึงระดับจักรวาล

การกลับมาของนาฮงจินรอบนี้นำเสนอภาพยนตร์ไซไฟที่เต็มไปด้วยฉากแอกชันและสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก โดยเขาเล่าว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์ ซึ่งในการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศอย่าง Associated Press นาฮงจิน ได้เปิดเผยว่า “ผมเริ่มต้นด้วยการมุ่งเน้นไปที่เรื่องความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) และปัญหาผู้อพยพ” ก่อนที่เรื่องราวจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นระหว่างกระบวนการพัฒนาบท
การมีนักแสดงฮอลลีวูดอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, อลิเซีย วิกันเดอร์ รวมถึง เทย์เลอร์ รัสเซลล์ และ คาเมรอน บริตตัน มารับบทผู้มาเยือนจากนอกโลก ยังช่วยขยายแนวคิดเรื่องความแตกต่างออกไปอีกขั้น จากระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง สู่การเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์

ภัยคุกคามที่ไม่มีใครคาดคิด
เรื่องราวของ HOPE เกิดขึ้นในหมู่บ้านชนบทใกล้เขตปลอดทหารระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ วัวในพื้นที่ถูกพบเป็นศพในสภาพผิดธรรมชาติ และมีรายงานการพบเห็นสิ่งที่ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเสือ บอมซอก (รับบทโดย ฮวังจองมิน) หัวหน้าสถานีตำรวจท้องถิ่นจึงต้องเข้ามารับมือกับสถานการณ์ที่กำลังสร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชน โดยมี ซองแอ (รับบทโดย จองโฮยอน) เจ้าหน้าที่ตำรวจสาวคอยช่วยเขาปกป้องหมู่บ้าน

อีกด้านคือ ซองกี (รับบทโดย โจอินซอง) ชายหนุ่มในพื้นที่และกลุ่มคนท้องถิ่น เขาได้แยกกันออกตามล่าสิ่งที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ประหลาดในป่า แต่ยิ่งเข้าใกล้คำตอบมากเท่าไร พวกเขากลับยิ่งพบว่ากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์ นำไปสู่ความขัดแย้ง ความสูญเสีย และภัยคุกคามที่ใหญ่เกินกว่าที่คนในพื้นที่จะรับมือได้

ปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อสิ่งที่ไม่รู้จัก
จากจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพยนตร์ค่อยๆ พาเราไปเห็นปฏิกิริยาของมนุษย์เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จัก ไม่มีใครรู้ว่าผู้มาเยือนเหล่านี้ต้องการอะไร มองมนุษย์แบบไหน หรือคิดอย่างไร พวกเขาถูกวางไว้ในฐานะ “ผู้ที่แตกต่าง” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเหมือนการที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตใหม่ แทนที่จะยอมรับความไม่รู้และพยายามทำความเข้าใจ มนุษย์กลับเติมช่องว่างนั้นด้วย ความกลัว จนความแตกต่างถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามได้อย่างง่ายดาย
นาฮงจิน ไม่ได้พูดถึง ความเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) ผ่านการยกตัวอย่างปัญหาผู้อพยพแบบตรงๆ แต่เขาขยายแนวคิดนั้นให้สุดขั้วขึ้น ด้วยการสร้างสถานการณ์ที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่แตกต่างจนไม่สามารถใช้ประสบการณ์เดิมมาทำความเข้าใจได้ และความกลัวก็ยิ่งทำให้เรามองอีกฝ่ายว่าเป็นอันตราย เมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิด หรือจะทำอะไร ความรุนแรงจึงกลายเป็นสิ่งแรกที่ถูกเลือกใช้

หมู่บ้านโฮปฮาร์เบอร์ที่ไม่มีความหวัง
“พวกเขายิงใส่กันทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย” ประโยคนี้อาจเป็นสิ่งที่อธิบายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดีที่สุด เพราะตลอดทั้งเรื่องตัวละครต่างตัดสินใจจากข้อมูลที่ตัวเองมี บางคนกำลังปกป้องตัวเอง หรือคนในหมู่บ้าน และบางคนเพียงเชื่อว่ากำลังทำในสิ่งที่จำเป็น แต่เมื่อไม่มีใครพยายามทำความเข้าใจความจริง การตั้งใจที่จะปกป้องจึงอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว
ตัวละคร บอมซอก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความย้อนแย้งนี้ เขาพยายามปกป้องผู้คนในหมู่บ้านและรักษาความสงบเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันความกลัวกลับทำให้เขากลายเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงด้วยตัวเอง เขาได้ยกปืนขึ้นยิงใส่คนรู้จักที่อยู่หลังประตู ทั้งที่ยังไม่ทันเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายคือใคร เพราะคิดไปเองว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือภัยอันตราย ฉากนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่ชัดเจนของการที่ความกลัวสามารถผลักให้มนุษย์ตอบโต้ด้วยความรุนแรง

ทั้งหมดสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้กำกับฯ นาฮงจิน เคยอธิบายไว้ว่า โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเจตนาร้าย แต่เริ่มจากความแตกต่างของมุมมอง ก่อนจะพัฒนาไปสู่ความเข้าใจผิดและการปะทะกัน และแม้ภาพยนตร์จะเต็มไปด้วยฉากไล่ล่า การยิงกัน และการต่อสู้ขนาดใหญ่ แต่เมื่อมองกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่อง สิ่งที่ขับเคลื่อนเหตุการณ์ทั้งหมดกลับเป็นเพียง “ความกลัวของมนุษย์ต่อสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ”
Fact File
HOPE ได้รับเลือกให้เปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 และเป็นหนึ่งใน 22 ภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or)
อ้างอิง