Louvre-Nouvelle Renaissance อภิมหาโปรเจกต์ บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กับห้องใหม่ของภาพโมนาลิซาและทางเข้าออกใหม่ทั้งหมด
Arts & Culture

Louvre-Nouvelle Renaissance อภิมหาโปรเจกต์ บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กับห้องใหม่ของภาพโมนาลิซาและทางเข้าออกใหม่ทั้งหมด

Focus
  • Louvre-Nouvelle Renaissance คืออภิมหาโปรเจกต์ในการบูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ครั้งใหญ่ด้วยงบประมาณสูงถึง 15 พันล้านยูโร หรือราว 43.5 พันล้านบาทไทย
  • ไฮไลต์คือการสร้างทางเข้าออกใหม่เพิ่มเติมจากทางเข้าหลักบริเวณพีระมิดและสร้างห้องจัดแสดงใหม่สำหรับภาพวาดโมนาลิซาโดยคาดว่าจะเปิดใช้งานในส่วนนี้ได้ภายใน ค.ศ. 2031
  • STUDIOS Architecture Paris et Selldorf Architects เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาวในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ขณะที่ในประเทศไทยเมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์กำลังเป็นประเด็นถกเถียงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกับการใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชน ประเทศฝรั่งเศสเองก็มีโครงการอภิมหาโปรเจกต์ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงไม่ต่างกัน เมื่อ ประธานาธิบดีเอ็มมานูแอล มาครง ได้ประกาศแก่สื่อมวลชนเมื่อต้น ค.ศ. 2025 ณ ห้อง ซาล เด ตาต์ (Salle de l’Etat) โดยมีภาพวาดโมนาลิซา เป็นแบ็กกราวนด์ว่า พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และรัฐบาลฝรั่งเศสจะมีโครงการ บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ครั้งใหญ่ชื่อว่า Louvre-Nouvelle Renaissance (การเกิดใหม่ของลูฟวร์) เพื่อพัฒนาการบริการด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาและแสดงความรุ่มรวยด้านศิลปวิทยาการที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงไว้ที่ลูฟวร์ให้สมบูรณ์แบบที่สุดด้วยงบประมาณ 1.15 พันล้านยูโร หรือราว 43.5 พันล้านบาทไทย

Louvre-Nouvelle Renaissance
ทางเข้าหลักของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ปัจจุบันบริเวณพีระมิด

โครงการ บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ จะแยกออกเป็นสองแผนงานหลัก คือ Louvre Grande Colonnade (ลูฟวร์-กร็องด์ โกโลนาด) และ Louvre Demain (ลูฟวร์ เดอแม็ง) โดย Louvre Grande Colonnade จะใช้งบประมาณราว 660 ล้านยูโร หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทในการปรับปรุงทางเข้า-ออกแห่งใหม่และการสร้างพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่เพิ่มเติมที่จะใช้เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการ และที่สำคัญคือการสร้างห้องใหม่สำหรับจัดแสดงเฉพาะภาพวาด โมนาลิซา ซูเปอร์สตาร์ประจำพิพิธภัณฑ์ ส่วนงบประมาณที่เหลือใช้สำหรับ Louvre Demain หรือ ลูฟวร์ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของตัวอาคารและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องมือ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

Louvre-Nouvelle Renaissance

แหล่งรายได้ของงบประมาณ บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ จะมาจากสามส่วนหลักๆ คือ รายได้จากทรัพย์สินของพิพิธภัณฑ์เอง เช่น ค่าบัตรเข้าชม รายได้จากการบริจาค และความร่วมมือจากภาคเอกชนที่เป็นหุ้นส่วนของลูฟวร์ทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงการใช้แบรนด์ลูฟวร์ เช่น พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสุดท้ายคือจากการสนับสนุนของรัฐบาลฝรั่งเศสประมาณ 150 ล้านยูโร หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท ในระยะเวลา 15 ปี

Louvre-Nouvelle Renaissance

แม้ว่าจะมีแหล่งที่มาของงบประมาณอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อท้วงติงจากสำนักงานตรวจสอบทางการเงินและงบประมาณว่าโครงการนี้ยังมีความเปราะบาง เพราะถึงแม้ว่าลูฟวร์จะมีทรัพยากรจำนวนมากมาย แต่อาจเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่สามารถหารายได้ได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งควรจัดลำดับและให้ความสำคัญกับการลงทุนหรือโครงการที่มีความสำคัญต่ออนาคตก่อน เช่น การยกระดับและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นปัญหาทางเทคนิคโดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย การบูรณะตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์ และยังเสนอแนะให้ลดทอนงบประมาณที่จัดสรรไว้สำหรับการจัดซื้อศิลปวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะข้อกำหนดในกฎหมายที่ระบุว่าร้อยละ 20 ของรายได้จากค่าเข้าชมจะต้องนำมาจัดสรรสำหรับการซื้อศิลปวัตถุควรจะมีการยกเลิกไป

อย่างไรก็ตามทางโฆษกของพิพิธภัณฑ์ได้ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า คณะทำงานยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินตามแผนงานนี้ต่อไป ส่วนประธานาธิบดีมาครงคาดหวังว่าการปรับปรุงลูฟวร์แบบยกเครื่องใหม่ในครั้งนี้จะเห็นผลลัพธ์และจะสามารถเปิดใช้งานได้ภายใน ค.ศ. 2031 เป็นอย่างช้า

Louvre-Nouvelle Renaissance
ภาพมุมสูงของแบบจำลองทางเข้าออกใหม่บริเวณ Grande Colonnade
(ภาพ: STUDIOS Architecture Paris et Selldorf Architects)

ห้องใหม่ของภาพโมนาลิซาและทางเข้าออกใหม่ชูความงามเสาหินศตวรรษที่ 17

เมื่อกลางปี ค.ศ. 2025 พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และรัฐบาลฝรั่งเศสโดยกระทรวงวัฒนธรรมได้เปิดรับสมัครให้บริษัทที่สนใจเข้ามาร่วมการประมูลเมกะโปรเจกต์นี้ โจทย์หลักของส่วน Louvre Grande Colonnade ที่ผู้ชนะต้องออกแบบคือสร้างทางเข้าออกแห่งใหม่เพิ่มเติมจากทางเข้าหลักบริเวณพีระมิด โดยทางเข้าใหม่นี้จะถูกสร้างขึ้นบริเวณทิศตะวันออกของลูฟวร์ซึ่งก็คือ บริเวณปีกซุยลี (Aile Sully) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโบสถ์แซ็ง แฌแม็ง โลแซครัว (Eglise Saint-Germain-l’Auxerrois) เพื่อช่วยระบายความหนาแน่นและความแออัดของจำนวนผู้ที่จะเข้าชม อีกทั้งต้องสร้างเส้นทางและผังในการเยี่ยมชมคอลเลกชันและห้องจัดแสดงต่างๆ ให้เกิดความคล่องตัวและลื่นไหลได้ดียิ่งขึ้นให้สมกับที่ได้ชื่อว่า ลูฟวร์ คือพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก ดังที่ปรากฏในรายงานของลูฟวร์ระบุว่าใน ค.ศ. 2024 มีจำนวนผู้เข้าชม 8.7 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนสูงถึง 9 ล้านคนในอีก 1 ปีถัดมา

Louvre-Nouvelle Renaissance
บริเวณ Grande Colonnade (ภาพ: ดรุณี คำสุข)

ไฮไลต์คือการดึงความสวยงามของทางเข้าประวัติศาสตร์ของลูฟวร์ ที่เรียกว่า Grande Colonnade หรือเสาหินขนาดใหญ่ของลูฟวร์ที่สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1667-1670 บริเวณฝั่งตะวันออกของพระราชวัง (ในขณะนั้น) หันหน้าไปทางใจกลางของกรุงปารีส แต่เดิมถูกสร้างให้เป็นด้านหน้าของพระราชวังเพื่อจะใช้เป็นที่ประทับของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่สร้างไม่สำเร็จ เพราะพระองค์ย้ายราชสำนักฝรั่งเศสไปประทับที่พระราชวังแวร์ซายเสียก่อน เสาหินขนาดใหญ่นี้ถูกเรียกตามชื่อของหนึ่งในสถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้ออกแบบ ว่า Colonade de Perrault (โกโลนาด เดอ แปโร) ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกฝรั่งเศส

ภาพ “โมนาลิซา” จิตรกรรมชิ้นเอกของ เลโอนาร์โด ดา วินชี (ภาพ: เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต)

ที่สำคัญอีกอย่างคือต้องสร้างพื้นที่สำหรับใช้เป็นห้องจัดแสดงเฉพาะภาพวาดโมนาลิซา เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถดื่มด่ำและเรียนรู้จิตรกรรมชื่อดังชิ้นนี้ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมื่อสร้างเสร็จแล้วทางลูฟวร์มีแพลนที่จะเก็บค่าเข้าชมแยกส่วนกับบัตรเข้าชมส่วนอื่นๆ นั่นก็หมายความว่าหากใครต้องการเข้าชมลูฟวร์และภาพโมนาลิซาด้วยจะต้องซื้อตั๋วสองใบ และหากใครต้องการจะชมแค่ภาพโมนาลิซาก็สามารถซื้อตั๋วเข้าชมเฉพาะโมนาลิซาได้ แต่จะไม่สามารถชมส่วนอื่นๆ ของลูฟวร์ได้ นอกจากนี้ทางผู้บริหารของลูฟวร์ยังมีแพลนที่จะขยายเวลาปิดทำการของโซนนี้เป็นหลัง 18.00 น.

Louvre-Nouvelle Renaissance
ผู้ชมหลั่งไหลไปชมภาพโมนาลิซาจนต้องมีโครงการสร้างห้องจัดแสดงงานมาสเตอร์พีซนี้โดยเฉพาะ
(ภาพ: เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต)

ในการบูรณะครั้งใหญ่ Louvre-Nouvelle Renaissance นี้ยังต้องมีการเชื่อมหรือบูรณาการลูฟวร์ให้เข้ากับพลวัตของเมืองทางด้านสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ที่อยู่รายรอบตัวพิพิธภัณฑ์ได้อย่างสวยงามและลงตัวแบบยั่งยืน พื้นที่ส่วนนี้มีอาณาบริเวณตั้งแต่ตัวคูเมืองที่รายล้อมระเบียงเสาหินไปจนถึงบริเวณทางเดินเท้าของบรรดาอาคารต่างๆ บริเวณจตุรัสลูฟวร์

ข้อกำหนดอื่นๆ คือการสร้างพื้นที่สำหรับใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวที่มีมาตรฐานทางเทคนิคขั้นสูงเพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีนำเสนอและจัดแสดงให้เข้ากับลักษณะของนิทรรศการที่หลากหลายได้ อีกทั้งต้องสร้างสรรค์และเพิ่มพูนประสบการณ์และความสะดวกสบายที่ตอบโจทย์ของผู้เข้าชม ด้วยการสร้างพื้นที่พักผ่อน และเพิ่มบริการใหม่ๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านหนังสือ และร้านค้าต่างๆ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ในการเข้าชมลูฟวร์ที่เป็นมิตรและสร้างความพึงพอใจมากขึ้นทั้งภายในและภายนอกพิพิธภัณฑ์

 Louvre-Nouvelle Renaissance
โปรเจ็กต์ Louvre-Nouvelle Renaissance
(ภาพ : Studios Architecture Paris et Selldorf Architects)

STUDIOS Architecture Paris et Selldorf Architects ผู้ฝ่าด่านหิน

บริษัทออกแบบทั่วโลกกว่า 100 ราย ส่งโครงการเข้าร่วมประกวดในอภิมหาโปรเจกต์ Louvre-Nouvelle Renaissance และล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศว่า บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกคือบริษัทร่วมทุนนานาชาติ STUDIOS Architecture Paris et Selldorf Architects ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 3บริษัทพันธมิตร คือ STUDIOS Architecture, Selldorf Architects และ BASE Landscape Architecture

STUDIOS Architecture ร่วมพัฒนาโครงการวัฒนธรรมและศิลปะของมูลนิธิลูมาที่เมืองอาร์ลในฝรั่งเศส (ภาพ: STUDIOS Architecture)

STUDIOS Architecture ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในเมืองซานฟรานซิสโกใน ค.ศ. 1985 ปัจจุบันมีสำนักงานในเมืองสำคัญๆ เช่น ปารีส นิวยอร์ก วอชิงตัน ลอสแอนเจลิส และโตรอนโต และมีผลงานชิ้นเด่นในฝรั่งเศสคือ ตึกที่ทำการของบริษัทไมโครซอฟต์ประจำประเทศฝรั่งเศสในกรุงปารีส ส่วนตัวอย่างโครงการทางวัฒนธรรมที่สำคัญของบริษัท เช่น โครงการ Fondation Louis Vuitton (มูลนิธิหลุยส์ วิตตอง) และโครงการวัฒนธรรมและศิลปะของ Fondation LUMA (มูลนิธิลูมา) ที่ร่วมกับ เฌรี ปาร์เนอร (Gehry Partners) ในการควบคุมการก่อสร้างอาคารแลนด์มาร์กคือ LUMA Tower ออกแบบโดย Frank Gehry ที่เมืองอาร์ล (Arles) ในฝรั่งเศส

 บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
โครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ The Frick Collection ที่นิวยอร์ก โดย Selldorf Architects
(ภาพ: Selldorf Architects)

บริษัทพันธมิตร Selldorf Architects ก่อตั้งโดย แอนนาเบลล์ เซลล์ดอร์ฟ (Annabelle Selldorf) ใน ค.ศ. 1988 ในนิวยอร์กนั้นมีความเชี่ยวชาญและโดดเด่นในโครงการทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน มีการออกแบบพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวที่ผสมผสานความทันสมัย เรียบง่าย และยั่งยืนเข้ากันได้อย่างลงตัว ผลงานที่เด่นๆ อาทิ การรีโนเวตพิพิธภัณฑ์ The Frick Collection ที่นิวยอร์ก และหอศิลป์แห่งชาติกรุงลอนดอน ปีกเซนส์เบรี (Sainsbury Wing) ที่ได้รับการยกย่องในด้านสถาปัตยกรรมที่สวยงามและผสมกลมกลืนเข้ากับอาคารที่มีอยู่เดิมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังจะเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบฉากและการนำเสนอเกี่ยวกับด้านพิพิธภัณฑ์วิทยา ส่วนด้านภูมิทัศน์และผังเมืองนั้นจะเป็นความรับผิดชอบของบริษัท BASE Landscape Architecture

 บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
BASE Landscape Architecture ออกแบบ The Felton Library Nature Discovery Park ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (ภาพ: BASE Landscape Architecture)

STUDIOS Architecture Paris et Selldorf Architects สามารถฝ่าด่านหินเอาชนะคู่แข่งสำคัญอีกสี่บริษัทที่ผ่านเข้ารอบแรก คือ Amanda Levete Architects: AL_A (อะแมนดา เลอวีต อาร์คิเทกต์) บริษัทผู้ออกแบบและสถาปนิกที่มีผลงานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ เช่น โครงการต่อเติมพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการด้านศิลปะและสร้างทางเข้า-ออกใหม่ของพิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต (Victoria & Albert Museum) ที่กรุงลอนดอนใน ค.ศ. 2017 และยังเคยเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อเข้ามาพัฒนาภูมิทัศน์บริเวณรอบๆ หอไอเฟลและบริเวณโทรกาเดโร (Trocadéro) ที่เป็นพื้นที่โดยรอบที่เชื่อมต่อกัน

 บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
Architecturestudio ออกแบบแฟล็กชิฟแห่งใหม่ของสถาบันประมูล Sotheby’s ในปารีส
(ภาพ: Architecturestudio)

อีกบริษัทคือ Architecturestudio ชื่อนี้คนฝรั่งเศสคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะได้ฝากผลงานที่สำคัญๆ หลายแห่งในประเทศ เช่น หอประชุมใหญ่ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศฝรั่งเศส และสาขาหลัก (Flagship) แห่งใหม่ของสถาบันประมูล Sotheby’s ในปารีส และศูนย์แสดงศิลปะที่เมืองมงเปอลีเย (Montpellier) ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส

 บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
Dubuisson Architecture ปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยร่วมบริเวณโถงกลางใต้ฐานทางเข้าพีระมิดของลูฟวร์
(ภาพ: Dubuisson Architecture)

คู่แข่งหินอีกแห่งคือ Dubuisson Architecture et SANAA บริษัทลูกผสมระหว่างบริษัทฝรั่งเศส Debuisson และบริษัทญี่ปุ่น SANAA โดย Debuisson เคยรับผิดชอบในการปรับปรุงบริเวณแกลเลอรีร้านค้าที่เรียกว่า การูแซล ดูว์ ลูฟวร์ (Caroussel du Louvre) ใน ค.ศ. 2016 ถัดมาอีก 2 ปีก็ได้รับงานให้เป็นบริษัทที่ออกแบบปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยร่วมบริเวณโถงกลางใต้ฐานทางเข้าพีระมิดซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 7,000 ตารางเมตร ทางฝั่งของญี่ปุ่นก็ได้ผ่านงานกับสาขาของลูฟวร์ที่เมืองล็อง (Lens) และ ค.ศ. 2007 ก็ได้สร้างอาคารใหม่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งกรุงนิวยอร์ก

 บูรณะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
Sou Fujimoto ออกแบบโครงการที่พักอาศัย L’Arbre Blanc ในฝรั่งเศส
(ภาพ: Sou Fujimoto)

บริษัทสุดท้ายคือ  Sou Fujimoto อีกหนึ่งบริษัทญี่ปุ่นเจ้าของผลงานการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยที่ออกแบบให้เหมือนต้นไม้และชาวมงเปอลีเยในฝรั่งเศสเรียกว่า L’Arbre blanc (ลาร์เบรอ บล็อง) เป็นอาคารที่พักอาศัย 17 ชั้นสีขาวที่ทุกยูนิตจะมีระเบียงและโครงสร้างแบบศาลาไม้เลื้อยที่เรียกกันว่า เพอร์โกลา (pergola) ยื่นออกมาด้านนอกของแต่ละห้องราวกับว่าแขวนลอยอยู่กลางอากาศ

อ้างอิง


Author

ดรุณี คำสุข
จับพลัดจับผลูได้มาอยู่ในย่านของชาวปารีเซียงพลัดถิ่นมามากกว่าสิบปีจนชื่นชอบในสีสันและความหลากหลายของวัฒนธรรมที่แตกต่าง