ดื่มทั้งทีต้องมีธรรมเนียม! ย้อนประวัติศาสตร์ การดื่มอวยพร ทำไมต้องชนแก้ว ทำไมต้องโทสต์
- ตั้งแต่สมัยกรีก-โรมันมองว่า ไวน์ หรือเหล้าองุ่น ซึ่งเป็นสุราประเภทเดียวของโลกโบราณฝั่งตะวันตกในตอนนั้น คือ ของขวัญที่ “เทพไดโอนีซูส” ส่งมาให้มนุษย์
- เรื่องความเป็นมาของการชนแก้วนี้มีอยู่หลายทฤษฎีด้วยกัน บ้างก็บอกว่าเสียงมันดังคล้ายระฆังโบสถ์ ฟังดูเป็นมงคล แต่ทฤษฎีที่พอจะฟังขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของการแสดงความจริงใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง เนื่องจากยุโรปโบราณนิยมใช้ยาพิษในการสังหาร
หากย้อนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์โลก เราจะพบประวัติศาสตร์มุมเล็กๆ บนโต๊ะอาหารที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ การดื่มอวยพร ซึ่งไม่ใช่แค่ปีใหม่ งานเทศกาลร่าเริง แต่ในงานพิธีการก็ยังมีวัฒนธรรม การดื่มอวยพร สอดแทรกอยู่ อย่าง “ขอดื่มอวยพรให้คู่บ่าวสาว เอ้า ไชโย!” ตามงานมงคลสมรส หรือ “ขอให้เราทั้งสองประเทศมีมิตรภาพยิ่งยืนนาน” แล้วยกแก้วแชมเปญขึ้นมาจิบ หรือ “ดื่มให้อวยพรปีใหม่ให้โชคดีมีชัย” เหล่านี้เป็นธรรมเนียมที่ออกจะฝรั่ง และเป็นทางการอยู่สักหน่อย แต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเราคนไทยมาได้สักพักหนึ่งแล้ว ซึ่งแต่ละธรรมเนียมการดื่มก็มีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนุกมากๆ

(ศิลปิน Caravaggio / Uffizi Gallery)
“ไวน์” เท่ากับ “ศักดิ์สิทธิ์”
การดื่มอวยพร เป็นธรรมเนียมตะวันตกที่มีความเป็นมายาวนาน เนื่องจากชาวตะวันตกตั้งแต่สมัยกรีก-โรมันมองว่า ไวน์ หรือเหล้าองุ่น ซึ่งเป็นสุราประเภทเดียวของโลกโบราณฝั่งตะวันตกในตอนนั้น คือ ของขวัญที่ “เทพไดโอนีซูส” ส่งมาให้มนุษย์ และไดโอนีซูสก็เป็นเทพเจ้าแห่งการเฉลิมฉลอง (สมัยนี้คงเรียกปาร์ตี้) และเหล้าองุ่น โดยตอนหนึ่งในมหากาพย์ อีเลียด ซึ่งเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ปรากฏตัวละครชื่อโอดิสซูสกำลังดื่มอวยพรให้อาคีลิสมีสุขภาพดี ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานของ การดื่มอวยพร ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบ
ส่วนชาวโรมันซึ่งเป็นชาตินักปกครองก็มีธรรมเนียมเกี่ยวกับการดื่มที่เคร่งครัด อย่างตัวบทชื่อว่า “เลเกส คอมโปตันดี” (Leges Compotandi) ระบุกฎเกณฑ์ว่าด้วยการดื่ม ซึ่งไม่ใช่กฎหมายห้ามดื่มเหล้านะครับ แต่คือตัวบทของธรรมเนียมต่างๆ ที่ชาวโรมันต้องรู้ไว้ในยามที่ต้องเข้าสังคม ยกตัวอย่าง สภาเซเนต ระบุว่าก่อนจะลงมือกินดื่มในงานเลี้ยงของพวกสมาชิกสภา ต้องมีการดื่มถวายพระพรแด่จักรพรรดิออกัสตัส ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมันเสียก่อน ด้านชาวกรีกและโรมันยังนิยมดื่มอวยพรพระเจ้าองค์ต่างๆ ตามที่ตนนับถือด้วย

ดื่มทั้งทีต้องมีธรรมเนียม
ตัวบท “เลเกส คอมโปตันดี” ยังระบุบัญญัติเรื่องการดื่มในงานรื่นเริงเอาไว้ด้วย โดยบอกว่าหากต้องการจะดื่มเพื่อให้เกียรติหญิงที่ตนหมายปอง ให้ดื่มอวยพรเป็นจำนวนครั้งเท่าพยัญชนะในชื่อของหญิงนั้น ดังที่กวีโบราณท่านหนึ่งเขียนว่า
“เพื่อสุขภาพของโนเอเวีย (Noevia) เรายกแก้วหกครา
แด่แม่หญิงจัสติมา (Justima) ดื่มเจ็ดรอบวนไป
ยกแก้วสี่ครั้งให้ไลดี (Lyde) ห้าครั้งให้ไลคาส (Lycas) ไฉไล
สำหรับนางผู้มีนามไอดา (Ida) จงดื่มสามจอกทันใด”
…นับพยัญชนะภาษาอังกฤษในวงเล็บที่ต้องดื่มเอาเองนะครับ

คุณเลสลีย์ ดังคลิง (Leslie Dunkling) ผู้เขียนหนังสือ The Guinness Drinking Companion เล่าว่าครั้งหนึ่งแกไปงานเลี้ยงที่ประเทศสวีเดน โดยที่ไม่ทราบมาก่อนว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีธรรมเนียมการดื่มอย่างหนึ่งว่า เราจะดื่มเหล้าในแก้วเราได้ก็ต่อเมื่อดื่มอวยพรเพื่อนร่วมโต๊ะที่อยู่ตรงนั้น ตอนนั้นเป็นยุค 1960 เขาเล่าว่าสุภาพสตรีที่นั่งข้างๆ ต้องสะกิดว่า “คุณต้องดื่มอวยพรคุณคนนี้เป็นแก้วต่อไปนะคะ” หมายถึงต่างคนต่างก็รอว่าเมื่อไรนายเลสลีย์จะดื่มอวยพรต่อ เพื่อการร่ำสุราจะได้ดำเนินไปโดยไม่ขาดตอน
ด้านคำอวยพรเพื่อสุขภาพของชาวสแกนดิเนเวียคือ “สโกล!” (Skol!) ส่วนของโลกภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “เชียร์ส!” (Cheers!) คนฝรั่งเศสอวยพรว่า “ซองเต!” (Sante!) คนอิตาลีว่า “ซาลูต!” (Salute!) ส่วนพวกที่ใช้ภาษาสเปนจะเปล่งคำว่า “ซาลุด!” (Salud!) คล้ายๆ กัน
ส่วนธรรมเนียม การดื่มอวยพร ของคนเยอรมันบอกว่า เวลาที่ชนแก้วกันควรมองหน้าและสบตาด้วยนะ ไม่งั้นความซวยจะถามหา ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของกิริยาในการชนแก้วซึ่ง หนึ่ง เราพึงสบตากับคนที่เราชนแก้วด้วย และ สอง กระทบแก้วกันเบาๆ ก็พอ อย่าชนแรง มันอันตราย เดี๋ยวแตก!
เรื่องความเป็นมาของการชนแก้วนี้มีอยู่หลายทฤษฎีด้วยกัน บ้างก็บอกว่าเสียงมันดังคล้ายระฆังโบสถ์ ฟังดูเป็นมงคล แต่ทฤษฎีที่พอจะฟังขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของการแสดงความจริงใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง เนื่องจากยุโรปโบราณนิยมใช้ยาพิษในการสังหารคู่อริ สมัยก่อนที่เทคโนโลยีการทำแก้วจะก้าวหน้านั้น คนยุโรปโบราณดื่มจากจอกซึ่งทำด้วยไม้บ้าง ดินเผาบ้าง หรือไม่ก็เขาสัตว์ ทฤษฎีกล่าวว่าคนยุคนั้นต้องชนแก้วเพื่อแสดงให้เห็นว่าสุราในนั้นไม่มียาพิษ เนื่องจากเหล้าในจอกข้าก็กระฉอกไปในจอกเจ้า หกกระเด็นปะปนกันมั่ว เรื่องวางยาพิษคงเป็นไปได้ยาก ขอให้เจ้าจงวางใจเถิด สอดคล้องกับธรรมเนียมเจ้าภาพในงานจะยกแก้วขึ้นดื่มก่อน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่างานนี้ไม่มียาพิษนั่นเอง

ทำไมจึงต้อง Toast!
คงจะเคยได้ยินเวลาฝรั่งกล่าวดื่มอวยพร จะบอกว่า May I propose a toast to… แปลเป็นไทยก็คือ ข้าพเจ้าขอดื่มอวยพรให้แก่…
คำว่า Toast หรือ ขนมปังปิ้ง มันเกี่ยวกันยังไงกับการดื่มอวยพร จริงๆ แล้วคำนี้เป็นคำเฉพาะซึ่งหมายถึงการกล่าวอวยพร กึ่งๆ การกล่าวปาฐกถาด้วยซ้ำ เป็นอะไรซึ่งเป็นพิธีการรุงรังเว่อร์วังเป็นอันมาก คนที่มีหน้าที่กึ่งพิธีกรแบบนี้เรียกว่า Toastmaster
ที่มาของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปสมัยคนโบราณยังดื่มไวน์ที่คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน และเชื่อกันว่าถ้าเอาขนมปังปิ้งใส่ลงไปในไวน์ มันจะช่วยลดความขมของไวน์ (นึกถึงการบีบมะนาวลงในเตกีลาสักช็อต น่าจะเป็นอะไรแบบนั้น) สมัยต่อมาพวกอังกฤษนิยมการกล่าวอวยพรในงานสังคมกันเป็นแฟชั่นถึงกับมีสมาคมต่างๆ นัยว่าเป็นสถานที่ฝึกการพูดในที่สาธารณะและหัดเรื่องการวางตัวในสังคม

ในเมื่อการดื่ม (ในสมัยนั้น) กับการใส่ขนมปังปิ้ง (toast) ลงในจอกเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับการดื่มกับการกล่าวอวยพรเป็นของคู่กัน ไปๆ มาๆ คำว่า toast จึงมีความหมายว่าด้วยการกล่าวอวยพรเสียอย่างนั้น อาจฟังแล้วเป็นการชักแม่น้ำทั้งห้า แต่บังเอิญเป็นคำอธิบายเดียวที่พอจะเข้าท่า คือว่าเราคนไทย จะชนแก้ว จะกล่าวอวยพรอะไรก็ว่ากันตามสบาย
แต่ถ้าอยากเติมความเป็นสากลให้ชีวิตมีสีสัน ขอสรุปสั้นๆ อีกครั้งว่า (1) ดื่มอวยพรให้สุขภาพแข็งแรง โชคดี มีความสุขและร่ำรวยเฮงเฮงเฮงคือมาตรฐาน (2) ให้แก้วกระทบกันเบาๆ พอมีเสียงกรุ๊งกริ๊ง แก้วคริสตัลใบหนึ่งราคาหลายร้อยบาทอยู่ ถ้าแตกอาจหมดสนุกเอาได้ง่ายๆ (3) อย่าลืมสบตากับคนที่เรากำลังชนแก้วด้วย
หมายเหตุ : ภาพเปิดเป็นภาพ Hip Hip Hurrah! Artists’ Party at Skagen โดย Peder Severin Krøyer (Gothenburg Museum of Art)
อ้างอิง
- The Guinness Drinking Companion โดย Ledlie Dunkling สำนักพิมพ์ Guinness Publishing
- Why We Toast จาก The Salt, NPR
- The History of Toasting: Why We Raise Our Glasses จาก Luigi Bormioli
- History of Toasting จาก Toastmaster International