ตามเมโลดี้ดนตรีไป “สุพรรณบุรี” UNESCO Creative Cities Thailand จากอีแซว เสภา ลูกทุ่ง ปี่พาทย์ สู่ทำนองร่วมสมัย
Lite

ตามเมโลดี้ดนตรีไป “สุพรรณบุรี” UNESCO Creative Cities Thailand จากอีแซว เสภา ลูกทุ่ง ปี่พาทย์ สู่ทำนองร่วมสมัย

Focus
  • สุพรรณบุรี ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี” (Creative City of Music) แห่งแรกของไทยเมื่อ พ.ศ.2566
  • วิถีชีวิตของคนสุพรรณผูกพันกับเสียงเพลงมาอย่างยาวนานทั้งเพลงพื้นบ้าน เพลงไทยเดิม เพลงลูกทุ่ง เพลงเพื่อชีวิต และเพลงไทยร่วมสมัยที่รวมเรียกว่า “เบญจภาคีดนตรีสุพรรณ”
  • สุพรรณบุรียังเป็นบ้านเกิดของบรมครู เช่น ครูมนตรี ตราโมท และ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง และจุดกำเนิดของนักร้องลูกทุ่งระดับตำนานอย่าง สุรพล สมบัติเจริญ และ พุ่มพวง ดวงจันทร์

เมื่อหัวใจของการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การมุ่งไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่เรื่องราวระหว่างทางต่างหากคือประสบการณ์ที่ล้ำค่าของการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงขอชวนเปิดประสบการณ์เดินทางในเส้นทางเมืองสร้างสรรค์  UNESCO Creative Cities Thailand ที่นำทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาร้อยเรียงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นที่ต่างกัน โดยในประเทศไทยมีการประกาศรับรองเมืองสร้างสรรค์จาก UNESCO แล้วถึง 9 พื้นที่ โดยมี “สุพรรณบุรี” เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีหนึ่งเดียวของไทย ทริปนี้เราจึงอยากชวนเที่ยวไทยตามจังหวะดนตรีไปยัง “สุพรรณบุรี” UNESCO Creative Cities Thailand เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีแห่งแรกและแห่งเดียวของไทย เมืองที่ดนตรีไม่ใช่แค่ความเพลิดเพลิน แต่คือวิถีชีวิตที่อยู่กับคนสุพรรณฯ มาทุกยุคทุกสมัย  เป็นอะไรที่แยกจากกันไม่ได้จนเป็นที่มาของสมญา “เมืองหลวงแห่งดนตรีลูกทุ่ง” และปัจจุบันสุพรรณบุรีไม่ได้มีแค่บ้านครูสอนดนตรีไทย หรือเส้นทางเรียนรู้จากครูดนตรีพื้นบ้าน แต่สุพรรณบุรียังมีพิพิธภัณฑ์ที่ให้เราเข้าไปฟังดนตรีพื้นถิ่น เทศกาลดนตรีที่คนดนตรีตัวจริงรอคอย รวมทั้งพิกัดท่องเที่ยวที่นำดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านมาปรับสู่ความร่วมสมัยเข้าถึงง่าย

สุพรรณบุรี

นักร้องลูกทุ่งระดับตำนาน ก้าน แก้วสุพรรณ ราชาเพลงแหล่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ เจ้าของฉายาหนุ่มนาเสียงเด็ด ศรเพชร ศรสุพรรณ แม่เพลงอีแซว ขวัญจิต ศรีประจันต์ และนักร้องเสียงเหน่อเสน่ห์ ดำ แดนสุพรรณ ชื่อในวงการของศิลปินชั้นครูเหล่านี้บ่งบอกถึงพื้นเพความเป็น “คนสุพรรณบุรี” ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งเสียงเพลง” และยังเป็นถิ่นกำเนิดของปรมาจารย์ดนตรีไทย ครูมนตรี ตราโมท ผู้เขียนตำราดนตรีไทยฉบับแรกของไทย และ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง บรมครูขับเสภาผู้ได้รับสมญาว่า “ช่างขับคำหอม”

ด้วยภูมิศาสตร์ที่เป็นที่ราบภาคกลางเต็มไปด้วยท้องทุ่งนา วิถีชีวิตเกษตรกรรมของคนสุพรรณฯ ในอดีตก่อให้เกิดการละเล่นร้องเพลงพื้นบ้านอย่างเพลงระบำบ้านไร่ เพลงฉ่อย เพลงลำตัด เพลงเรือ และเพลงอีแซว เพื่อสร้างความบันเทิงในกิจกรรมประจำวัน จนทำให้ชาวสุพรรณฯ กลายเป็นนักเล่นเพลงพื้นบ้านตัวยงและต่อยอดเป็นแหล่งบ่มเพาะนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังมากมายประดับวงการด้วยสำเนียง “เสียงเหน่อแบบสุพรรณฯ” อันเป็นเอกลักษณ์

ไม่เพียงแค่เพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน และเพลงลูกทุ่ง ที่ศิลปินชาวสุพรรณฯ สร้างชื่อเสียงให้บ้านเกิด แต่ยังรวมไปถึงเพลงเพื่อชีวิต และเพลงไทยร่วมสมัยที่มีศิลปินโดดเด่นอย่าง ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) ตูน บอดี้สแลม และ แดน ดีทูบี ที่ร่วมสร้างความหลากหลายของ 5 สายธารดนตรีที่เรียกว่า “เบญจภาคีดนตรีสุพรรณฯ”

นอกจากนี้ศิลปินแห่งชาติที่เป็นชาวสุพรรณบุรียังมีจำนวนถึง 7 คนและทั้งหมดล้วนอยู่ในสาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ ครูมนตรี ตราโมท (ดนตรีไทย), แม่บัวผัน จันทร์ศรี (เพลงพื้นบ้าน) ครูแจ้ง คล้ายสีทอง (เสภา) แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ (เพลงพื้นบ้าน) ไวพจน์ เพชรสุพรรณ (เพลงแหล่) พลเรือตรี มงคล แสงสว่าง (เห่เรือ) และ ยืนยง โอภากุล (เพลงไทยสากล)

สุพรรณบุรี

ด้วยรากฐานวัฒนธรรมด้านดนตรีที่เข้มแข็งและกลมกลืนกับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นมายาวนาน “สุพรรณบุรี” จึงได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี” (creative city of music) แห่งแรกของไทยเมื่อ พ.ศ.2566 ที่มีศักยภาพในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า

สุพรรณบุรี

Sarakadee Lite จึงชวนท่องเที่ยวตามรอยเส้นทางดนตรี เริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของเมืองที่เป็นดินแดนสุพรรณภูมิในยุคสมัยเดียวกับสุโขทัยตามที่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 จนถึงการกำเนิดพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้านและนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังของไทย เส้นทางนี้พาไปเยือนวัดริมแม่น้ำท่าจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นการประชันเพลงเรือในอดีต บ้านดนตรีไทยที่บ่มเพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้สืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม บ้านทำกลองที่ช่วยต่อลมหายใจให้เครื่องดนตรีไทยที่ชำรุดเสียหายได้กลับมาเปล่งเสียงอีกครั้ง รวมไปถึงวงปี่พาทย์ที่สืบทอดการบรรเลงเพลงจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 100 ปี และปิดท้ายด้วยสวนกล้วยที่เป็นมากกว่าศูนย์เรียนรู้พันธุ์กล้วยหายาก แต่ยังเป็นสถานที่สืบสานประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมและสร้างเวทีให้เยาวชนและกลุ่มชาติพันธุ์ได้แสดงความสามารถด้านนาฏศิลป์อย่างภาคภูมิ

สุพรรณบุรี

“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี” จากดินแดนสุพรรณภูมิสู่เมืองหลวงของเพลงลูกทุ่ง

จุดเริ่มต้น เพื่อรู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ “สุพรรณบุรี” ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ที่จัดแสดงนิทรรศการถาวรนำเสนอโบราณวัตถุควบคู่ไปกับการใช้สื่อมัลติมีเดียอย่างร่วมสมัย ช่วยให้ผู้ชมได้ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ราว  3,500-4,000 ปีที่ผ่านมา ผ่านร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คนบริเวณแถบนี้ผ่านการขุดค้นพบภาชนะดินเผา เช่น หม้อสามขา และหม้อมีนม ณ แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรในอำเภอหนองหญ้าไซ จนกระทั่งเกิดชุมชนเมืองคือ เมืองโบราณอู่ทอง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 และเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองใหญ่ชื่อ “สุพรรณภูมิ” ตามที่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 และจารึกวัดส่องคบ ชัยนาท ว่าเป็นเมืองใหญ่คู่กับศรีอโยธยา อีกทั้งราชวงศ์สุพรรณภูมิยังเป็นราชวงศ์ที่ 2 ต่อจากราชวงศ์อู่ทองที่ปกครองกรุงศรีอยุธยายาวนานที่สุดถึง 178 ปี ด้วยพระมหากษัตริย์ถึง 13 พระองค์

สำหรับมรดกวัฒนธรรมด้านดนตรีของชาวสุพรรณฯ เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะที่ “ห้องเพลงพื้นบ้านเมืองสุพรรณ” เมื่อก้าวเข้าไปในห้องจะได้ยินเพลงอีแซวและเพลงเรือ บรรเลงสลับเล่นวนไป พร้อมกับการจัดแสดงหุ่นจำลองรูปพ่อเพลงและแม่เพลงยืนอยู่ด้านหน้าภาพถ่ายเก่าของวัดประตูสารและวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร 

สุพรรณบุรี

“ย้อนไปราว 50-60 ปีที่ผ่านมา งานไหว้พระหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ ที่จัดในเดือน 5 และเดือน 12 เป็นเวทีใหญ่สำหรับนักเล่นเพลงทั่วภาคกลางที่ต้องมาประชันฝีมือกัน โดยจะพายเรือมาจอดที่ท่าน้ำวัดประตูสาร ที่ท่าน้ำแห่งนี้จึงเป็นจุดแรกที่เหล่าพ่อเพลงแม่เพลงจะได้ประชันกันก่อนด้วยเพลงเรือ จากนั้นเมื่อย่ำค่ำจะเดินเท้าไปยังวัดป่าเลไลยก์ที่ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร โดยจะไปชุมนุมกันที่ใต้ต้นโพธิ์บริเวณลานวัดหน้าวิหารหลวงพ่อโต และร้องปฏิพากย์แสดงไหวพริบโต้ตอบกันจนรุ่งสาง มีทั้งเพลงพวงมาลัย เพลงระบำบ้านไร่ และที่สำคัญคือ เพลงอีแซวที่เป็นเพลงพื้นบ้านของสุพรรณฯ” เบญจพร สารพรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรีอธิบาย

UNESCO Creative Cities Thailand

พิพิธภัณฑ์ให้ข้อมูลว่า เพลงอีแซว ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านประจำท้องถิ่นและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี ถือกำเนิดราว พ.ศ.2477-2478 โดยเริ่มจากกลุ่มชาวไทยโซ่งในลักษณะเกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายหญิง ต่อมามีการพัฒนาเป็นเพลงปฏิพากย์ร้องโต้ตอบกันอย่างรวดเร็ว ผู้เล่นเพลงอีแซวจึงต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการแต่งกลอนสดและมีความจำเป็นเลิศในการจำบทกลอนยาวๆ ได้ เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักเหล่าพ่อเพลงแม่เพลงจึงรวมกันตั้งเป็นคณะรับเล่นเพลงเป็นอาชีพ เช่น คณะของบรมครูอย่าง พ่อไสว วงษ์งาม ศิลปินพื้นบ้านประจำปี 2525 จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และ แม่บัวผัน จันทร์ศรี ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2533 จนถึงการสานต่อวัฒนธรรมเพลงอีแซวจากศิษย์เอกของท่านทั้งสองคือ แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2539

ภายในห้องจัดแสดงยังมีตู้จัดแสดงตัวอย่างบทเพลงต่างๆ ที่เขียนด้วยลายมือของพ่อเพลงแม่เพลงชั้นครู เช่น บทเพลงไหว้ครูของพ่อไสว วงษ์งาม บทเพลงเรือและตำราเพลงสอนนาคของคณะแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ และบทเพลงอีแซวของพ่อโปรย เสร็จกิจ

“สุพรรณบุรี”

นอกจากนี้สุพรรณบุรียังเป็นแหล่งกำเนิดนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังจำนวนมากจนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “เมืองหลวงของเพลงลูกทุ่ง” เนื่องด้วยพื้นฐานที่เติบโตมาจากการร้องเพลงพื้นบ้านประกอบกับสำเนียงแบบ “เสียงเหน่อสุพรรณฯ” ทำให้การร้องมีเอกลักษณ์โดดเด่น ภายในห้องจึงจัดแสดงประวัติของศิลปินลูกทุ่งชาวสุพรรณฯ ระดับตำนาน ได้แก่ ก้าน แก้วสุพรรณ ผู้บุกเบิกในการนำชื่อจังหวัดสุพรรณบุรีมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อในวงการเพื่อบอกภูมิลำเนาของตน ราชาเพลงแหล่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ศรเพชร ศรสุพรรณ เจ้าของฉายาหนุ่มนาเสียงเด็ด สายัณห์ สัญญา เจ้าของฉายาแหบมหาเสน่ห์ ราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ และราชินีเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงแผ่นเสียงและตู้เพลงเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเลือกฟังเพลงฮิตของศิลปินลูกทุ่งทั้ง 6 คนผ่านหูฟังที่จัดเตรียมไว้ให้

ถัดมาใน “ห้องวรรณกรรมเมืองสุพรรณ” ผู้เข้าชมยังได้ยินการขับร้องทำนองเสนาะ “โคลงนิราศสุพรรณ” ประพันธ์โดย สุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ขับร้องโดย ครูแจ้ง คล้ายสีทอง หนึ่งในตำนานศิลปินพื้นบ้านของสุพรรณบุรีและศิลปินแห่งชาติประจำปี 2538

“โคลงนิราศสุพรรณ ถือเป็นโคลงสี่สุภาพเพียงเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ในขณะนั้นท่านอยู่ในสมณเพศและล่องเรือมาสุพรรณบุรีเพื่อค้นหาแร่ปรอทสำหรับการเล่นแร่แปรธาตุในพื้นที่แถบอำเภอด่านช้างในปัจจุบัน ท่านได้แต่งโคลงนิราศพรรณนาถึงความงดงามของธรรมชาติ สถานที่ต่างๆ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่พบเห็นระหว่างทาง นับเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า ที่สะท้อนภาพบ้านเมืองและสังคมของสุพรรณบุรีในอดีตได้อย่างชัดเจน” เบญจพรกล่าว

UNESCO Creative Cities Thailand

ในห้องจึงมีฉากเป็นภาพวาดเมืองสุพรรณในอดีตพร้อมกับรูปจำลองสุนทรภู่ขณะบวชเป็นภิกษุและล่องเรือในลำน้ำสุพรรณบุรี ประกอบกับการขับร้องทำนองเสนาะที่สอดคล้องกับภาพประกอบของสถานที่ต่างๆ ที่สุนทรภู่บรรยายถึงในโคลงนิราศ

สุพรรณบุรี

ส่วนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานพื้นบ้านของเมืองสุพรรณที่มีเค้าโครงเรื่องจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนมีการประพันธ์ใหม่เป็นร้อยกรองประเภทกลอนเสภา แต่หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 ต้นฉบับกลอนเสภาสูญหายไปจนกระทั่งรัชกาลที่ 2 โปรดให้ประชุมกวีเอกของราชสำนักเพื่อชำระใหม่ และมีการแต่งเพิ่มเติมต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4

นอกจากจะได้รับฟังเสียงขับเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน อันไพเราะโดยครูแจ้ง คล้ายสีทอง ยังมีการนำเสนอสถานที่สำคัญๆ ในสุพรรณบุรีที่ผู้ประพันธ์ได้นำมาผูกเป็นฉากในเรื่องเนื่องจากตัวเอกล้วนมีพื้นเพเป็นชาวสุพรรณบุรี เช่น วัดแคที่ขุนแผนเรียนคาถาเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อตัวแตนไว้โจมตีข้าศึกจากพระอาจารย์คง และวัดป่าเลไลยก์สถานที่เรียนคาถาอาคมจากสมภารมี

นอกจากนี้ยังมี “ห้องบุคคลสำคัญ” จัดแสดงรูปภาพและประวัติของบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน เช่น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยาและทรงเป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิ และ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ) ส่วนปูชนียบุคคลด้านดนตรีคือ ครูมนตรี ตราโมท ผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดและอนุรักษ์ดนตรีไทยมาอย่างยาวนาน จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติคนแรกด้านดนตรีไทยใน พ.ศ.2528 และที่สำคัญคือเป็นผู้เขียนตำราดนตรีไทยฉบับแรกของไทยชื่อดุริยางคศาสตร์ไทย ภาควิชาการ เมื่อพ.ศ.2481 จนได้รับการเชิดชูว่าเป็น ปรมาจารย์ดุริยางคศิลป์แห่งแผ่นดินสยาม”

ติดต่อ : โทร. 0-3553-6100 เปิดทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/xCZfWGvnUt5y98Hd9?g_st=ic

“บ้านดนตรีไทย by ครูเอียด” ทุกวินาทีในสุพรรณบุรีไม่เคยขาดหายเสียงดนตรี

“ทุกวินาทีมีเสียงดนตรีเกิดขึ้นในสุพรรณฯ เพราะทุกกิจกรรมชีวิตมีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย ตอนเกิดก็มีแตรสังข์บรรเลง งานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ก็มีแตรวง งานศพมีบรรเลงปี่พาทย์” กณวรรธน์ สุทธิประภา หรือ ครูเอียด ผู้ก่อตั้ง บ้านดนตรีไทย by ครูเอียด กล่าวถึงวิถีชีวิตของคนสุพรรณฯ ที่ผูกพันกับเสียงดนตรีมาอย่างยาวนาน

ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ครูเอียดจะเปิดบ้านที่อำเภอด่านช้าง ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 80 กิโลเมตร เพื่อสอนดนตรีไทยสำหรับเยาวชนวันละ 2 รอบ รอบละ 2 ชั่วโมงสำหรับนักเรียนประมาณ 40 คนต่อรอบ โดยให้เลือกเรียนเครื่องดนตรีตามความสนใจ อาทิ ขิม ซอ ระนาด ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก กลอง เปิงมาง และโปงลาง รับตั้งแต่อายุ 5 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นช่วงวัยที่กล้ามเนื้อมีความพร้อมสามารถจับเครื่องดนตรีได้มั่นคง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมสมาธิ และ วินัยได้ดีโดยคิดค่าสอนชั่วโมงละ 100 บาท

เมื่อก้าวเข้ามาในบ้านดนตรีไทย สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเสียงดนตรีบรรเลงในบรรยากาศร่มรื่นบนพื้นที่ราว 4 ไร่ที่เดิมเคยเป็นสวนผลไม้และได้ปรับพื้นที่ใหม่เมื่อ พ.ศ.2566 ในวันที่เราไปเยี่ยมชมนั้นเหล่าเยาวชนกำลังฝึกซ้อมเป็นวงเพื่อแสดงในงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์คืนสุดท้ายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“พ่อแม่อยากให้ลูกหลานห่างเกม ห่างมือถือ และอยากให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หลายคนมีภาวะออทิสติกและดนตรีช่วยให้เขาสนุก มีสมาธิ และมีสังคม ในการสอนผมเอาความสุขเด็กเป็นที่ตั้ง ส่วนวิชาที่เขาจะได้ถือเป็นกำไร เราจะมีการฟอร์มวงของเด็กๆ เพื่อแสดงในงานต่างๆ ตั้งแต่วงขนาดเล็ก 4-5 คน ขนาดกลาง 20 คน จนถึงขนาดใหญ่ราว 80 คน นอกจากพวกเขาจะได้ฝึกฝนทักษะและความกล้าแสดงออกแล้วยังได้มีรายได้จากความสามารถด้านดนตรีด้วย”

“สุพรรณบุรี”

ครูเอียดเติบโตมาในครอบครัวดนตรีไทยโดย ตา คือ บุญชอบ มะเจียกจร เป็นช่างทำกลองและผู้ก่อตั้งคณะปี่พาทย์บุญชอบโดยชาวสุพรรณฯ มักเรียกครอบครัวนี้ว่า “บ้านทำกลอง” ตั้งแต่วัยเด็กครูเอียดช่วยตาทำกลองและเครื่องดนตรีอื่นๆ พร้อมกับถูกส่งไปเรียนดนตรีไทยกับพ่อครูดนตรีผู้มีชื่อเสียงหลายท่านจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเอกปี่พาทย์ จากวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี

ปัจจุบันครูเอียดรับราชการเป็นครูสอนดนตรีไทยที่โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 และเริ่มเปิดบ้านทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ต้อนรับเยาวชนที่สนใจเรียนดนตรีไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2559 ก่อนจะขยับขยายโดยปรับสวนผลไม้บริเวณหลังบ้านให้เป็นที่เรียนที่กว้างขวางขึ้นในบรรยากาศร่มรื่นพร้อมกับเป็นพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เล่นผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่ด้านหน้าเป็นตลาดชุมชน ทุกวันเสาร์ต้นเดือนให้ชาวบ้านนำสินค้ามาขาย แต่เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองทำให้ตลาดหยุดกิจการชั่วคราวเมื่อไม่นานมานี้

“สุพรรณบุรี”

“ตาของผมถือเป็นจุดกำเนิดของบ้านดนตรีไทย by ครูเอียด เพราะมาจากคำสั่งเสียของตาว่าอย่าหยุดเล่นดนตรี ให้สืบทอดต่อไปอย่าให้สาบสูญ ถึงแม้ตายไปแล้วเขาก็อยากได้ยินอยู่ สมัยก่อนการสอนดนตรีไทยปิดตายถ้าไม่ใช่ลูกหลานก็ไม่สอน แต่ตาอยากให้ต่อยอดสู่คนอื่นๆ ให้เยอะขึ้นและให้สัมผัสว่าดนตรีมีคุณค่า ตาคนเดียวเลี้ยงหลาน 30 คนจนรอดด้วยดนตรี ผมในฐานะครูดนตรีก็ต้องทำให้คนเห็นว่าดนตรีนั้นมีคุณค่า”

ครูเอียดยอมรับว่าด้วยต้นทุนความสามารถด้านดนตรีของครอบครัวทำให้เขาสามารถเปิดบ้านดนตรีไทยต้อนรับผู้สนใจเรียนจำนวนมากได้พร้อมกับเครื่องดนตรีไทยนานาชนิด

“ตาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาทำกลองและซ่อมกลองรวมถึงเครื่องดนตรีอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่เด็กตาจะจัดสรรหน้าที่ในการทำกลองโดยน้าชายของผม (สมชาย มะเจียกจร) ทำหน้าที่ขึ้นกลองด้วยหนัง ผมรับหน้าที่สาวกลองขึงให้ตึงด้วยหนังเรียกว่าหนังเรียด ส่วนน้องชายรับวิชากลึงกลอง สมาชิกในครอบครัวจึงสามารถทั้งผลิตและซ่อมเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ ปัจจุบันน้าชายสืบทอดกิจการทำกลองและวงปี่พาทย์ต่อจากตาและเมื่อผมแยกมาเปิดบ้านสอนดนตรีก็สามารถให้ทางน้าช่วยผลิตและซ่อมเครื่องดนตรีได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากจนสามารถยืนระยะมาได้จนทุกวันนี้”

“สุพรรณบุรี”
ครูเอียด-กณวรรธน์ สุทธิประภา

ครูเอียดกล่าวว่าเสียงดนตรีอยู่ในสายเลือดของคนสุพรรณฯ ทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่ให้กำเนิดศิลปินที่มีชื่อเสียงจำนวนมากโดยเฉพาะนักร้องลูกทุ่ง ยิ่งเมื่อผสานกับสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณฯ ที่ครูเอียดเรียกว่า “เหน่อราชนิกูล” ทำให้น้ำเสียงมีเอกลักษณ์น่าจดจำจนเกิดราชาเพลงแหล่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ราชินีเพลงพื้นบ้าน แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ ราชินีเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์และขวัญใจลูกทุ่ง สายัณห์ สัญญา

“ในจังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันยังมีวงปี่พาทย์ประมาณ 60 วง และวงแตรวงอีกราว 100 วง เรียกได้ว่า สุพรรณบุรี เป็นเมืองหลวงแห่งแตรวงและเมืองหลวงของนักร้องเพลงลูกทุ่ง ไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่าทุกวินาทีในสุพรรณฯ มีเสียงดนตรีดังที่ว่า ‘ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาน เป็นคนชอบกลนัก’ (จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่องเวนิสวาณิช ในรัชกาลที่ 6 จากบทละครเรื่อง The Merchant of Venice ของ วิลเลียม เชกสเปียร์)”

ติดต่อ : โทร. 08-5295-4736 คลาสดนตรีไทยเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. และ 13.00-15.00 น.

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ktBjEKggp4Cp2DLJA?g_st=ic

“บ้านทำกลอง” เรียนรู้การทำกลองและอนุรักษ์เครื่องดนตรีไทย

บุญชอบ มะเจียกจร เป็นช่างทำกลองและผู้ก่อตั้งคณะปี่พาทย์มอญ “บุญชอบ” ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ให้ความรู้ในการอนุรักษ์และผลิตเครื่องดนตรีไทยโดยเฉพาะการทำกลองให้กับผู้ที่สนใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายหลังเมื่อเขาเสียชีวิต ลูกชายคือ สมชาย มะเจียกจร เป็นผู้สานต่อธุรกิจของครอบครัวในการต่อลมหายใจให้เครื่องดนตรีไทยที่เสื่อมสภาพและชำรุดเสียหาย บ้านของครอบครัวในตำบลสนามคลี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ “บ้านทำกลอง” ที่เหล่าคณะปี่พาทย์มอญ ชมรมดนตรีในโรงเรียนต่างๆ รวมถึงวิทยาลัยนาฏศิลป ต่างส่งเครื่องดนตรีไทยมาซ่อมแซมที่นี่

“พ่อเรียนดนตรีแบบครูพักลักจำและสามารถเล่นเครื่องดนตรีของวงปี่พาทย์มอญได้ทุกชนิดอย่างชำนาญ เขาสนใจเรื่องการทำกลองเป็นพิเศษจึงไปเรียนการทำกลองที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะกลับมาเปิดคณะปี่พาทย์ของตัวเองชื่อคณะบุญชอบ เล่นในงานลิเก ละคร และงานศพ ส่วนลูกหลานก็จะส่งไปเรียนกับครูดนตรีมีฝีมือและตัวเขาก็จะสอนขั้นตอนการทำและซ่อมเครื่องดนตรีต่างๆ เพื่อให้มีวิชาความรู้ติดตัวเลี้ยงชีพได้ ส่วนตัวผมเองพ่อก็ให้ไปเรียนกับครูบัวใหญ่ ผู้เป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงประดิษฐไพเราะ ปรมาจารย์ระนาดเอก” สมชายกล่าว

“สุพรรณบุรี”
สมชาย มะเจียกจร

ปัจจุบันในสุพรรณบุรีมีคณะปี่พาทย์มอญอยู่ประมาณ 60 คณะ และด้วยวิสัยทัศน์ของบุญชอบที่เห็นว่าแต่เดิมเมื่อเครื่องดนตรีไทยเสียจะส่งไปซ่อมที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างอยุธยา เนื่องจากสุพรรณบุรีในเวลานั้นยังไม่มีสถานที่รับซ่อมอย่างครบวงจร บุญชอบจึงเปิดบ้านของตัวเองเป็นสถานที่รับซ่อมและทำขายด้วย นับว่าเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจนี้ในจังหวัด อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจโดยเฉพาะนักศึกษาที่ทำงานวิจัยด้านดนตรีไทย

“บ้านเรามีชื่อเสียง เพราะได้รับการยอมรับว่าทำกลองมีคุณภาพเสียงดีโดยรับจ้างทั้งทำใหม่และซ่อม เรารับทำกลองทุกชนิดทั้งกลองคู่หรือกลองแขก เปิงมาง ตะโพนมอญ ตะโพนไทย ทุกเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงปี่พาทย์เราทำได้หมด งานส่วนใหญ่จะเป็นรับซ่อม เพราะลูกค้าเขาอยากอนุรักษ์ของเก่าไว้ เช่น คงหุ่นกลองไว้ แต่เปลี่ยนหน้ากลองใหม่และสาวกลองใหม่หรือดึงให้ตึงด้วยเส้นหนังควายที่เรียกว่าหนังเรียด เพื่อปรับระดับความสูง-ต่ำของเสียงตามต้องการ”

“สุพรรณบุรี”

โดยปกติในแต่ละเดือนจะมีงานเข้ามาราว 5 ชิ้น และใช้เวลาซ่อมแต่ละชิ้นประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ถ้าต้องขึ้นงานชิ้นใหม่ เช่น ถ้าทำกลองคู่ลูกใหม่จะใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ เพราะต้องกลึงหุ่นกลองขึ้นมาใหม่ ราคาสำหรับทำกลองคู่ราคาประมาณ 25,000 บาท ถ้าใช้หุ่นกลองเป็นไม้ชิงชัน หรือราคาย่อมมาหน่อยที่ 16,000 บาท สำหรับไม้สะเดา ส่วนตะโพนมอญราคาราว 15,000 ตะโพนไทยที่ลูกเล็กกว่าราคา 7,000 บาท และระนาดราคาตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท ตามเกรดของไม้แข็งที่ใช้โดยไม้ที่ดีที่สุดคือไม้ชิงชัน

“สุพรรณบุรี”

สำหรับการซ่อมกลองคู่โดยใช้หุ่นกลองเดิม แต่มาขึงหนังหน้ากลองใหม่และตั้งเสียงใหม่จะคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 9,000 บาท เพราะมีความยากและซับซ้อนต้องใช้ความชำนาญสูงในการขึงหน้ากลองและตึงสายเพื่อแต่งเสียงให้ได้เสียงกังวานสมดุลกันระหว่างตัวผู้และตัวเมีย ส่วนการซ่อมตะโพนมอญและเปิงมางราคาราว 9,000 บาท และที่ลูกค้านำมาซ่อมเป็นประจำคือ ผืนระนาด ที่มักพบว่าลูกระนาดแตกและตะกั่วหายทำให้เสียงเพี้ยนจึงต้องเปลี่ยนลูกระนาดใหม่และติดตะกั่วใหม่ใต้ลูกระนาดพร้อมตั้งเสียงให้ได้ระดับที่ต้องการโดยมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผืนใหม่ราว 500 บาท

UNESCO Creative Cities Thailand

“กลองคู่นิยมใช้ไม้ชิงชัน เพราะเป็นไม้เนื้อแข็งและให้เสียงใส ส่วนตะโพนมอญเป็นไม้ก้ามปูจะให้เสียงดี ไม้ประดู่ก็เหมาะสำหรับทำโทนและรำมะนา หนังที่ใช้สำหรับทำหน้ากลองคู่จะใช้หนังวัวเนื่องจากนุ่มและให้เสียงกังวาน ส่วนหนังที่จะนำมาตัดเป็นหนังเรียดเพื่อผูกโยงหน้ากลองทั้งสองด้านเข้าด้วยกันและขึงให้ตึงเพื่อปรับแต่งเสียงจะใช้หนังควาย เพราะมีความเหนียวและคงทนกว่าหนังชนิดอื่น”

บ้านทำกลองยินดีเปิดบ้านให้ผู้สนใจเรียนรู้การผลิตและอนุรักษ์เครื่องดนตรีไทยชนิดต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อสืบสานเสียงดนตรีไทยให้คงอยู่ต่อไป

ติดต่อ : โทร. 09-2859-5605

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/WBgBPAAQhq1uS16QA?g_st=ic

UNESCO Creative Cities Thailand

“วัดประตูสาร” จุดเริ่มต้นการประชันเพลงเรือในอดีต

วัดประตูสาร ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญในการตามรอยวรรณคดีไทยและเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเมืองสุพรรณที่ผูกพันกับเสียงเพลงมาอย่างยาวนาน ย้อนไปในปี 2379 กวีเอกสุนทรภู่ เดินทางมาถึงเมืองสุพรรณเพื่อค้นหาแร่สำหรับการเล่นแร่แปรธาตุและกล่าวถึงวัดโบราณแห่งนี้ไว้ใน “โคลงนิราศสุพรรณ” มีความยาวถึง 462 บทและเนื้อความในโคลงเป็นการพรรณนาถึงความสวยงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตชาวบ้าน สถานที่สำคัญต่างๆ ของเมืองสุพรรณเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้ว

สุพรรณบุรี

วัดประตูสารสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ซึ่งผู้คนใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก วัดจึงสร้างหันหน้าสู่แม่น้ำท่าจีนที่อยู่ทางทิศตะวันออก ภายในวัดมีวิหารที่ภายในประดิษฐานหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปโบราณอายุเกือบ 300 ปี รวมถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และมณฑปประดิษฐานรูปจำลองพระครูวิธุรสุตาคม พระเกจิชื่อดังของเมืองสุพรรณ 

ย้อนกลับไปราว 50-60 ปีก่อน งานไหว้พระหลวงพ่อโตที่วัดป่าเลไลยก์ซึ่งจัดในเดือน 5 และเดือน 12 ของทุกปีถือเป็นเทศกาลเล่นเพลงประจำปีของบรรดาพ่อเพลงแม่เพลงทั่วภาคกลาง เมื่อใกล้ถึงวันงานเหล่านักเล่นเพลงจะพายเรือมาจอดที่ท่าน้ำวัดประตูสารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าเลไลยก์ ที่นี่จึงเป็นจุดชุมนุมเรือและเป็นจุดแรกของการประชันฝีมือกันด้วยเพลงเรือ

สุพรรณบุรี

ภายในอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยช่างเขียนเลือกใช้สีที่หลากหลาย  ได้แก่ สีน้ำตาล แดงชาด ดำ เขียว ขาว น้ำเงินเข้ม ฟ้า และเหลืองหม่น เป็นการสะท้อนถึงความคิดนอกกรอบ ดังจะเห็นได้จากภาพพระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์ที่พื้นหลังเป็นสีฟ้าแทนสีแดงชาดที่มักนิยมใช้ในสมัยนั้น ถือเป็นเทคนิคการเลียนแบบสีธรรมชาติของท้องฟ้าทำให้ภาพมีภูมิทัศน์ที่ดูไร้ขอบเขตเสมือนจริง หรือการใช้สีน้ำตาลเป็นพื้นหลังในภาพอดีตพระพุทธเจ้าทำให้บรรยากาศดูเคร่งขรึม สงบนิ่ง และเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์

สุพรรณบุรี

ภาพจิตรกรรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนบน ซึ่งอยู่เหนือกรอบประตูหน้าต่างเป็นภาพอดีตพระพุทธเจ้า 59 องค์ และส่วนล่างสามารถแบ่งภาพเขียนเป็น 13 ห้องในการเล่าเรื่องพุทธประวัติ เริ่มจากประตูทางเข้า ด้านบนเป็นภาพเล่าเรื่องตอนมารผจญ ทรงชนะพญาวัสวดีมาร พระพุทธองค์ปางมารวิชัยบนบัลลังก์เหนือพระแม่ธรณี รายล้อมไปด้วยกองทัพเหล่ามารซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลที่ดูคล้ายชาวต่างชาติจำนวนมาก ขณะที่ภาพด้านล่างบรรยายเรื่องราวพุทธประวัติที่สอดแทรกวิถีชีวิตท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน

ภาพเขียนห้องที่ 12 จัดเป็นไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของสุพรรณฯ ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ทางดนตรีได้อย่างโดดเด่น โดยพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่สองเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนาและเรียนรู้ประเพณีท้องถิ่นที่มีมหรสพเป็นส่วนประกอบสำคัญในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งงานบุญและงานอวมงคล ไม่ว่าจะเป็นงานอุปสมบท งานแต่งงาน งานศพ หรืองานสมโภช

ภาพแรกบรรยายถึงกษัตริย์จากเจ็ดเมืองยกทัพมาเพื่อแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ เรื่องราวดำเนินต่อเนื่องถึงตอนที่พระอินทร์เหาะมาหยิบพระทันตธาตุออกจากมวยผมของโทณาพราหมณ์ ขณะทำหน้าที่จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายในอาคาร ด้านนอกวงปี่พาทย์แบบครบองค์กำลังบรรเลงดนตรีตามขนบธรรมเนียมโบราณของภาคกลางที่นิยมให้มีการแสดงวงปี่พาทย์เพื่อให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์และปลอบประโลมญาติที่โศกเศร้า จากภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเสียงดนตรีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวสุพรรณฯ มาอย่างยาวนาน และฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมของผู้คนอย่างแนบแน่น

ติดต่อ : โทร. 0-3544-0364

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/GPKdKhQYdAVNAwya6?g_st=ic

“สุพรรณบุรี”

“ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยสุพรรณบุรี” ฟื้นฟูตักบาตรทางน้ำ เวทีปล่อยของด้านนาฏศิลป์

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยสุพรรณบุรี หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “สวนกล้วย” ซ่อนตัวอยู่บนพื้นที่กว่า 18 ไร่ บริเวณด้านหลังโบสถ์ของวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ย้อนกลับไปราว 10 ปีก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นดงต้นธูปฤๅษีรกร้าง ผู้คนใช้ทิ้งขยะจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และกระทบต่อโรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบ ทำให้ พระครูโสภณวีรานุวัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร พัฒนาพื้นที่นี้ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรและวัฒนธรรมสำหรับทุกเพศทุกวัย ตามแนวคิด “โคก-หนอง-นา โมเดล” โดยได้มีการขุดดินเพื่อใช้กักเก็บน้ำและวิจัยด้านการเพาะปลูก จนสามารถรวบรวมกล้วยหายากจากทั่วประเทศได้มากถึง 222 สายพันธุ์ อาทิ กล้วยบัวชมพูนาคราช กล้วยตานีดำ กล้วยครั่ง กล้วยเทพนมด่าง กล้วยเสือพราน กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยป่าลายหินอ่อน และกล้วยน้ำนมราชสีห์  เป็นต้น

สุพรรณบุรี
UNESCO Creative Cities Thailand

นอกจากจะเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธ์กล้วยแล้ว เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรีในฐานะเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางดนตรีโดยยูเนสโก พระธรรมพุทธิมงคล เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ได้ร่วมมือกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในการรื้อฟื้นประเพณีโบราณเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาสัมผัสและเรียนรู้รากของวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย

ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์เริ่มตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้า มีกิจกรรมตักบาตรทางน้ำ นำโดยพระสงฆ์ 9 รูป และจัดเวทีเพื่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชนและกลุ่มชาติพันธุ์มาแสดงความสามารถด้านนาฏศิลป์ ศิลปะการแสดง การละเล่นต่างๆ เช่น ฟ้อนขันดอก บรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง การเต้นบาสโลบ(paslop) รำกลองยาว รำไผ่ขวาง คีตะมวยไทย และโขน  

“นอกจากการเรียนรู้ตามหลักสูตร เราส่งเสริมภูมิปัญญาด้านการเคลื่อนไหวโดยหาเวทีให้นักเรียนได้มาแสดงความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี ศิลปะการแสดง หรือนาฏศิลป์ ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เปิดโอกาสให้นักเรียนจาก 129 โรงเรียนในสังกัดจังหวัดสุพรรณบุรี สลับหมุนเวียนกันมาแสดงทุกวันเสาร์ ขณะที่วันอาทิตย์จะเป็นเวทีสำหรับชุมชนท้องถิ่น” เรนิษรา ภู่อ่อน รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 1 กล่าว

UNESCO Creative Cities Thailand

“ทุกวันนี้มีช่องทางโซเชียลมีเดียช่วยจุดประกายให้เด็กๆ หันมาสนใจด้านวัฒนธรรมมากขึ้นทั้งนาฏศิลป์และดนตรีไทย ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีครูสอนนาฏศิลป์ในสังกัด 50 คน ซึ่งไม่เพียงพอ เราจึงเซ็นMOU กับวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีในการจัดอบรมวิชานาฏศิลป์ให้กับครูเพื่อใช้เป็นกำลังเสริมการสอนภายในโรงเรียนด้วย”

“สุพรรณบุรี”

หลังจากตักบาตรทางน้ำ ชมกิจกรรมการแสดงจากเยาวชนและชุมชน และเดินชมสวนกล้วยหลากหลายสายพันธุ์แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปกราบสักการะหลวงพ่อโตภายในวิหารวัดป่าเลไลยก์กันต่อได้เลย องค์หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางป่าเลไลยก์คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณฯ มีขนาดใหญ่สูง 23 เมตรเศษ และเป็นศิลปะสมัยอู่ทองซึ่งภายในบรรจุพระพุทธรูปและพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์

“สุพรรณบุรี”
“สุพรรณบุรี”

วัดป่าเลไลยก์มีอายุราว 1,200 ปี และในวิหารยังมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าวรรณกรรมพื้นบ้านเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ภายในบริเวณวัดยังเป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นบ้านและอาหารขึ้นชื่อให้ได้ซื้อเป็นของฝาก เช่น ปลาสลิดดอนกำยาน ปลาแดดเดียว น้ำพริก เครื่องจักสาน และขนมไทยหลากหลายชนิด    

ติดต่อ : อานนท์ รักผล โทร. 08-1019-4293

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/8d4nT5bJ2pxGiUgq8?g_st=ic

UNESCO Creative Cities Thailand

“วงปี่พาทย์ประคองศิลป์” สืบสานมรดกทางดนตรีกว่า 100 ปี

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่การบรรเลงวงปี่พาทย์ในงานศพยังคงเป็นที่นิยมในจังหวัดแถบภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และสมุทรสาคร โดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งถือเป็นแหล่งรวมนักดนตรีไทยด้วยจำนวนวงปี่พาทย์กว่า 60 คณะ สมาชิกเป็นการผสมผสานของนักดนตรีชั้นครู นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป และคนรุ่นใหม่ที่มีความรักดนตรีในสายเลือด    

วงปี่พาทย์ประคองศิลป์ เป็นหนึ่งในตำนานที่สืบสานมรดกทางดนตรีมากว่า 100 ปี จากรุ่นคุณทวดสู่ทายาทรุ่นที่ 4 ปัจจุบันอยู่ภายใต้การนำของ ครูธนู วิสุทธิวงษ์ ในวัย 66 ปี ผู้เริ่มเล่นเครื่องดนตรีไทยตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ฆ้องคือสิ่งแรกที่เขาจับเพื่อเรียนรู้จังหวะก่อนไต่ระดับสู่ระนาดจนชำนาญ

“วงของเราเป็นที่รู้จักในฐานะผู้คิดค้นรางหงส์ โดยคุณพ่อประคองเป็นผู้ออกแบบรางระนาดรูปแบบใหม่ที่สวยงาม ลวดลายวิจิตรอ่อนช้อยเพื่อให้เข้าคู่กับฆ้องมอญที่มีรางลายเทพนม เป็นงานแกะสลักไม้สัก จากเดิมเป็นเพียงรางไทยแบบราบเท่านั้น ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลวงปี่พาทย์มีส่วนเกี่ยวข้องในการประกอบพิธีทางพุทธศาสนามาตลอด แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงตื่นรู้และพบทางสายกลางเมื่อได้ฟังการบรรเลงพิณสามสายของพระอินทร์” ครูธนูกล่าว 

UNESCO Creative Cities Thailand

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ครูธนูได้ปรับโฉมภาพลักษณ์วงปี่พาทย์ของเขาให้มีความทันสมัยและหรูหรามากขึ้น โดยออกแบบและจดลิขสิทธิ์แท่นยกระดับขนาดตั้งแต่ 4-20 เมตร พร้อมด้วยเครื่องดนตรีประดับไฟสีและหางนกยูง นอกจากนี้เขายังผสมผสานบทเพลงหลากหลายแนว ทั้งเพลงไทยโบราณ เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง เพลงร็อก เพลงแรป และเพลงฮิตต่างๆ ในการแสดงเพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“การแสดงวงปี่พาทย์ประกอบด้วยนักดนตรี นางรำ นักร้อง ตั้งแต่ 12-30 คน เครื่องดนตรีหลักประกอบด้วยระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวง กลองทัด และปี่ รูปแบบการแสดงเป็นไปตามความต้องการของเจ้าภาพเป็นหลัก อย่างเช่น งานศพเริ่มตั้งแต่ตี 5 ถึง 5 โมงเย็น หรือ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม ลิสต์เพลงอาจจะมีเป็น 100 เพลง เรายังคงยึดถือขนบธรรมเนียมโดยเริ่มจากการประโคมย่ำยาม ต่อด้วยบรรเลงเพลงเรื่องนางหงส์ ระหว่างการแสดงเราอาจสอดแทรกเพลงร่วมสมัยใหม่ เช่น เพลง “สาวบางโพ” เพลงสามช่า เพลงลูกทุ่ง เช่น เพลง “กระแซะเข้ามาซิ” ของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ แทนการขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย”

UNESCO Creative Cities Thailand
ธนู วิสุทธิวงษ์

ครูธนูกล่าวว่าปัจจุบันมีวงปี่พาทย์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและการบรรเลงวงปี่พาทย์ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง เขาอยากให้นักดนตรีแต่ละท่านรักษาเกียรติและให้ความเคารพทุกครั้งที่บรรเลงดนตรีไทยซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน อยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์และส่งเสริมให้คงอยู่ต่อไป เช่นเดียวกับ “โขน” ที่ได้รับการอุปถัมภ์จาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จนกลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ

ติดต่อ : โทร. 08-1948-1255

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/x2NEBbWis1qGw47Q8?g_st=ic


Author

เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต
Feature Editor ประจำ Sarakadee Lite อดีต บรรณาธิการข่าวไลฟ์สไตล์ Nation ผู้นิยมคลุกวงในแวดวงศิลปวัฒนธรรมจนได้ขุดเรื่องซีฟๆ มาเล่าสู่กันฟังเสมอ
ภัทรวดี แสงมณี
อดีตนักข่าวไลฟ์สไตล์ The Nation และ Bangkok Post ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆผ่านการพูดคุยกับผู้คนและสิ่งที่พบเจอระหว่างการเดินทาง

Photographer

ชัชวาล จักษุวงค์
เคยเป็นนักรีวิว gadget มานานหลายปี ตอนนี้หันมาเอาดีด้านงานถ่ายภาพ ถนัดงานด้านการบันทึกภาพวิถีชีวิตผู้คนและสายการเดินทางท่องเที่ยว