Dots Coffee ร้านกาแฟที่มีผู้พิการทางสายตาเป็นบาริสต้า ต้นแบบธุรกิจที่สร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโลก
- ร้านกาแฟ Dots Coffee เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตามีโอกาสขึ้นมายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ในตำแหน่งบาร์ริสต้า แคชเชียร์ รวมทั้งพนักงานต้อนรับ ก่อตั้งโดย จูเลียน วอลเล็ต-ฮูเกต์ (Julien Wallet-Houget) และ กาวิน ควงปาริชาติ
- Dots Coffee ต้องการสร้างสังคมยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งความตั้งใจนี้ก็ส่งให้จูเลียนได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน Global Inclusion List 2026 สาขา Inspirational Role Model บุคคลต้นแบบผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในระดับนานาชาติ
เมื่อเชื่อว่าความบกพร่องทางร่างกายไม่ควรจะเป็นกำแพงขวางกั้นศักยภาพหรือความฝันของใครคนใดคนหนึ่ง Dots Coffee จึงเกิดขึ้นพร้อมกับความตั้งใจที่จะผลักดันให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงตลาดแรงงานที่มากกว่าแค่การแสดงเปิดหมวก หรือการอยู่ฉากหลังองค์กร เพราะที่ร้านกาแฟDots Coffee ผู้พิการทางสายตามีโอกาสขึ้นมายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ในตำแหน่งบาร์ริสต้า แคชเชียร์ รวมทั้งพนักงานต้อนรับ ซึ่งถ้าไม่ได้สังเกตเราก็แทบไม่รู้เลยว่าบาริสต้าที่กำลังบดกาแฟ เทฟองนมอยู่ตรงหน้ากำลังจินตนาการถึงเมนูเครื่องดื่มอยู่ในโลกอันมืดมิด

ในขณะที่การปรับโฉมพื้นที่ครั้งใหญ่ของสยามพารากอนกับการเปิด NEXTOPIA กำลังฉายภาพ เมืองต้นแบบแห่งอนาคต ที่นี่ไม่ได้นำเสนอแค่พื้นที่สีเขียวหรือนวัตกรรมทันสมัยเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ NEXTOPIA เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่รวมผู้คนหลากหลายความแตกต่างให้มาร่วมสร้างสิ่งดีๆ ผสานแนวคิด Sustainability + Equality + Inclusivity เห็นคุณค่าในพลังและศักยภาพของทุกคน เข้ามาร่วมนำเสนอสินค้าสำหรับผู้ประกอบการ และเข้ามาร่วมทำกิจกรรมภายในพื้นที่แห่งนี้สำหรับผู้สนใจทุกคน เป็น Life Transformation ที่สร้างคุณค่าให้ทุกการมา NEXTOPIA ทุกคนจะได้รับความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในสังคมและสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น โดยหนึ่งในผู้สร้างสรรค์ที่เข้ามาร่วมสังคม NEXTOPIA คือ Dots Coffee ร้านกาแฟที่ขับเคลื่อนโดยผู้บกพร่องทางสายตา ภายใต้การนำของ จูเลียน วอลเล็ต-ฮูเกต์ (Julien Wallet-Houget) นักนวัตกรและนักกฎหมายชาวอังกฤษผู้เคยทำงานให้กับสหประชาชาติ และพาร์ทเนอร์ชาวไทย กาวิน ควงปาริชาติ

ย้อนไปใน พ.ศ. 2555 พวกเขาเริ่มต้นผลักดันศักยภาพของผู้บกพร่องทางสายตาด้วยการเปิดตัว Dine in the Dark ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งแห่งแรกในเอเชียที่เหล่านักชิมจะได้สัมผัสประสบการณ์กินอาหารในโลกมืด โดยมีผู้บกพร่องทางสายตาเป็นผู้นำทาง ต่อมาใน พ.ศ. 2563 ทั้งคู่ได้สร้างร้านกาแฟ Dots Coffee เพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้บกพร่องทางสายตาได้ก้าวออกมาอยู่ในแสงสว่างของสังคมอย่างมั่นใจ

“Dine in the Dark เป็นร้านอาหารที่คนได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ ในแง่คอนเซปต์เราถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังไม่สามารถดึงให้ลูกค้ากลับมาได้ทุกวัน เราจึงสร้างแบรนด์ Dots Coffee คาเฟ่ที่คำนึงถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม มีราคาสมเหตุสมผลเหมาะกับการเป็นร้านประจำวัน ลูกค้าสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บกพร่องทางสายตา ทุกวันคุณจะเจอกับบาริสต้า 2 คน สั่งเครื่องดื่มและรับบริการที่มีคุณภาพในมาตรฐานเดียวกับร้านกาแฟอื่นๆ เราอยากแสดงให้เห็นว่าพนักงานผู้บกพร่องทางสายตาสามารถทำงานรูทีนประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องแข่งกับเวลาและความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย คุณจะเห็นพวกเขามาเปิดร้านตอนเช้า เตรียมวัตถุดิบ ทำเครื่องดื่ม จัดการเกี่ยวกับการเงิน และทำความสะอาด จุดประสงค์แท้จริงของเรา คือ การส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้บกพร่องทางสายตามากขึ้นในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ ถูกกฎหมาย และมีการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน”

จูเลียนย้ำถึงแนวทางของDots Coffeeที่ต้องการสร้างสังคมยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งความตั้งใจนี้ก็ส่งให้จูเลียนได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน Global Inclusion List 2026 สาขา Inspirational Role Model บุคคลต้นแบบผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในระดับนานาชาติ ซึ่ง Global Inclusion List เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับในยุโรป โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งจูเลียนกล่าวถึงความสำคัญของรางวัลนี้ว่า “การได้รับรางวัลเป็นการเพิ่มการยอมรับในระดับสากล ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดที่จำกัดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่สำคัญเกินกว่าพรมแดนประเทศ และเป็นสิ่งที่ควรนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย”

“การมีพนักงานที่บกพร่องทางสายตาทำงานอยู่ในศูนย์การค้าอย่างสยามพารากอนเป็นอะไรที่เยี่ยมมาก พวกเขากลมกลืนกับผู้คน ลูกค้าที่มาร้านเราครั้งแรกแทบไม่รู้เลยว่าพนักงานของเรามีความบกพร่องทางสายตา เพราะพวกเขาสามารถรับออเดอร์บนจอ iPad ได้อย่างคล่องแคล่ว โชคดีของเด็กรุ่นใหม่ที่มีฟีเจอร์ช่วยอ่านออกเสียงในสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเลตทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้นมาก” กาวินกล่าวเสริม

ปัจจุบัน “Dots Coffee” เรียกตัวเองว่าเป็น ธุรกิจค้าปลีก ซึ่งให้ความสำคัญต่อการบริการที่ได้มาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ดังนั้นพนักงานของ Dots Coffee ทั้ง 26 คน ได้รับการฝึกฝนประมาณ 1-2 เดือน เพื่อเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ เครื่องชงกาแฟ และสูตรเครื่องดื่มต่างๆ ก่อนเข้าประจำการที่เคาน์เตอร์ และให้อิสระในการจัดการหน้าร้านและบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งกาวินเสริมว่าตอนนี้Dots Coffee มีพนักงาน 4 รุ่น ราว 50 คน โดยพนักงานส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์การทำงานเป็นบาริสต้ามาก่อน ดังนั้นทาง Dots Coffee จึงต้องใช้เวลาในการอบรมที่มากขึ้น พร้อมการตั้งมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูง เพื่อให้มั่นใจว่าพวกพนักงานทุกคนสามารถแข่งขันกับร้านอื่นๆ ได้ โดยไม่มีข้ออ้างในการสร้างมาตรฐานเพียงเพราะมีความบกพร่องทางสายตา”

ทั้งนี้หากอ้างอิงข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ปัจจุบันมีจำนวนผู้บกพร่องทางสายตามากกว่า 500,000 คน และมีเพียง 20 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่มีงานทำ แต่อย่างไรก็ตามงานส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบเศรษฐกิจและไม่มีการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตในสายงาน Dots Coffeeผลักดันให้พนักงานเรียนรู้และทำงานในตำแหน่งงานอื่นๆ ด้วย เช่น ผู้เชี่ยวชาญการคั่วกาแฟ และ หัวหน้างานเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดบูธแสดงสินค้าและบริการ


แม้ว่าตอนนี้Dots Coffee สาขาที่ NEXTOPIA สยามพารากอน จะเริ่มต้นด้วยร้านกาแฟสไตล์ grab and go แต่แบรนด์วางแผนที่จะขยายพื้นที่ให้ลูกค้าได้นั่งชิลภายในร้านได้มากขึ้น ด้านเมนูเครื่องดื่มจัดเสิร์ฟในคอนเซปต์ “รากแห่งความเป็นไทย” ใช้เมล็ดกาแฟคั่วกลางส่งตรงจากเชียงราย อีกทั้งเมนูช็อกโกแลตก็ใช้โกโก้ไทยเช่นกัน ส่วนเมนูแนะนำ ได้แก่ Thong Muan ชาเขียวในเลเยอร์ของน้ำมะพร้าว ใบเตย และนมข้าวโอ๊ตท็อปด้วยทองม้วน Kanom Kwan ทำจากชาอัสสัมที่นำไปอบควันเทียนซึ่งเป็นเทคนิคการทำเครื่องหอมโบราณของไทย และ Ume Blossom ผสมผสานชา pink rhapsody และชาเขียวอบดอกมะลิจากฟูเจี้ยนและดอกกุหลาบ vineyard song จากจังหวัดเลย

“เราวางแผนที่เปิดโรงคั่วเมล็ดกาแฟเพื่อรองรับการขยายสาขาและให้พนักงานสามารถฝึกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคั่วกาแฟ เป็นการสร้างตำแหน่งงานในองค์กรที่หลากหลายมากขึ้น หวังว่าแบรนด์ของเราจะสามารสร้างแรงบันดาลให้กับธุรกิจอื่นๆ ให้เกิดการจ้างงานผู้บกพร่องทางสายตา และสิ่งสำคัญคือทัศนคติที่จะทำอย่างไรให้คนพิการเข้าถึงตลาดแรงงาน สังคมมักคิดว่าคนตาบอดทำได้แค่การแสดงเปิดหมวก สังคมควรเข้าใจว่าพวกเขามีคุณค่าเพียงพอต่อตำแหน่งงานที่มีอยู่ในองค์กร พิจารณาความสามารถของพวกเขาเหมือนพนักงานทั่วไปคนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่เราอยากกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักรู้” กาวินกล่าวถึงเป้าหมายที่ต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้พิการทางสายตาไม่ต้องซ่อนศักยภาพของตัวเองอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป
Fact File
- Dots Coffee โซน NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน
- เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
- โทร: 080-339 7869
- https://th.dotscoffee.com/