Misiem’s/Bangkok บ้านแห่งความทรงจำของ มีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรกของไทยผู้เริ่มเส้นทางศิลปะในวัย 42
- Misiem’s/Bangkok เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงานของ มีเซียม ยิบอินซอย (พ.ศ.2449-2531) ศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรกของไทยที่เริ่มทำงานศิลปะในวัย 42 ปี
- ผลงานชิ้นสำคัญทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมจัดแสดงในรูปแบบ “บ้านแห่งความทรงจำ” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและบรรยากาศของครอบครัวยิบอินซอย
- พื้นที่เดิมของพิพิธภัณฑ์คือ About Studio/About Cafe ที่มีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสพื้นที่ศิลปะทางเลือกในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000
ย้อนกลับไปใน พ.ศ.2540 ในช่วงที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยมากนัก และบริเวณถนนไมตรีจิตต์ ย่านหัวลำโพง ยังไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของย่านเก่าและเป็นศูนย์รวมของคาเฟ่และพื้นที่สร้างสรรค์อย่างในปัจจุบัน ในช่วงเวลานั้น About Studio/About Cafe ได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นที่ของอาคารเก่าสองชั้นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูตรงหัวมุมซอยนานา เพื่อเป็นพื้นที่ศิลปะในลักษณะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และจัดแสดงงานศิลปะที่ไม่มีข้อจำกัดในแนวคิดและเทคนิคจนมีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสพื้นที่ศิลปะทางเลือก (Alternative Space) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000

ภายหลังปิดตัวไปกว่า 2 ทศวรรษ เหมียว-เกล้ามาศ ยิบอินซอย และ โก๋-นพดล ขาวสำอางค์ สองผู้ก่อตั้ง About Studio/About Cafe และทายาทตระกูลยิบอินซอย ได้รื้อฟื้นพื้นที่ศิลปะแห่งนี้ขึ้นอีกครั้งในบทบาทใหม่ภายใต้ชื่อ Misiem’s/Bangkok ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของ มีเซียม ยิบอินซอย (พ.ศ.2449-2531) จิตรกรและประติมากรหญิงผู้เริ่มทำงานศิลปะในวัย 42 ปี และได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรกของประเทศไทยจากการคว้ารางวัลเหรียญทองประเภทจิตรกรรมจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ 3 ปีติดต่อกัน (พ.ศ.2492-2494) มีเซียมเป็นคุณย่าของเกล้ามาศ ดังนั้นพื้นที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนการย้อนกลับสู่รากฐานด้านศิลปะของเกล้ามาศซึ่งหล่อหลอมผ่านครอบครัวของเธอ ขณะเดียวกัน พ.ศ.2569 ยังเป็นวาระครบรอบ 120 ปี ชาตกาลของศิลปิน และครบรอบ 100 ปีการก่อตั้ง บริษัทยิบอินซอย ที่ร่วมก่อตั้งโดย เลนำคิน และ ยิบ ยิบอินซอย พ่อและสามีของมีเซียม

“เหมียวใช้ชีวิตอยู่กับคุณย่าจนเรียนจบมหาวิทยาลัยและไปเรียนต่อ ได้เห็นงานคุณย่า ได้เห็นวิธีการทำงาน มุมมองและแนวคิดซึ่งมีผลต่อตัวเราเยอะมาก ช่วยให้เราเป็นคนช่างสังเกตและมองโลกได้ครอบคลุมมากขึ้น พวกเราจึงชวนกันกลับมาทำมิวเซียมให้คุณย่า เราไม่ได้ทำในรูปแบบนิทรรศการที่จะมีการเปลี่ยนโชว์และมีการคิวเรต (curate) งานกันขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ แต่จัดที่นี่ให้เป็นเหมือนกับว่าเราจัดบ้านและค่อยๆ เติมของเข้ามา จึงอยากให้คนดูค่อยๆ ตามมาดูงานเรื่อยๆ” เกล้ามาศกล่าวว่าทางครอบครัวได้จัดทำทะเบียนและเก็บรักษาผลงานของ มีเซียม ยิบอินซอย ไว้อย่างดี ประกอบด้วยงานจิตรกรรมประมาณ 70 กว่าชิ้น และประติมากรรมอีกกว่า 30 ชิ้น

ย้อนบรรยากาศบ้านแห่งความทรงจำของครอบครัวใหญ่
การจัดแสดงของ Misiem’s/Bangkok ถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบของ “บ้านแห่งความทรงจำ” ผ่านเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้จากบ้านของ มีเซียม ยิบอินซอย ในซอยพระพินิจ (ซอยสวนพลู) และบ้านของมีเลียน จูตระกูล น้องสาวของมีเซียม ในซอยแสนสำราญ (ซอยสุขุมวิท 10) เพื่อชวนย้อนกลับไปสู่ภาพความผูกพันและการใช้ชีวิตร่วมกันของครอบครัวใหญ่ที่ลูกหลานจะมาพบปะและใช้เวลาร่วมกันทุกสุดสัปดาห์ซึ่งเป็นวิถีของครอบครัวที่พบเห็นได้ยากขึ้นในสังคมปัจจุบัน

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ สิ่งแรกที่ปรากฏต่อสายตาคือโต๊ะรับประทานอาหารขนาดยาวที่นำมาจากบ้านของ มีเลียน จูตระกูล โต๊ะตัวนี้เคยเป็นพื้นที่แห่งการพบปะ สนทนา และสร้างความทรงจำร่วมกันของคนในครอบครัวโดยเฉพาะในมื้ออาหารที่คุณย่ามีเซียมและคุณย่ามีเลียนผู้ขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการทำอาหารเป็นเลิศจะจัดเมนูตามความชอบของแต่ละคนในครอบครัวจนอาหารเต็มโต๊ะ บนโต๊ะยังจัดวางประติมากรรม “พักผ่อน” ที่ถ่ายทอดสรีระผู้หญิงในท่านอนราบอย่างผ่อนคลาย ถัดไปเป็นตู้เก็บเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและเหนือตู้แขวนภาพจิตรกรรม “หางนกยูง” ซึ่งเป็นภาพหางนกยูงออกดอกสีแดงส้มสะพรั่งในฤดูร้อน และตรงทางขึ้นบันไดจัดแสดงประติมากรรม “กระโดดเชือก” หนึ่งในคอลเลกชันที่มีชื่อเสียงของ มีเซียม ยิบอินซอย ที่ถ่ายทอดภาพการละเล่นของเด็ก

“เราอยากใส่จิตวิญญาณเข้าไปในตัวตึก จึงเป็นที่มาของการนำเฟอร์นิเจอร์จากบ้านทั้งสองหลังมาผสมผสานกับของร่วมสมัยบางชิ้นเพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตที่พวกเราเติบโตมาด้วยกัน รวมถึงความผูกพันและความทรงจำของครอบครัวผ่านรายละเอียดเล็กๆ ในพื้นที่ เช่น การเสิร์ฟขนมกะโรป๊ก หรือข้าวเกรียบกุ้งสไตล์อินโดนีเซีย รวมถึงเค้กมะตูมสูตรครอบครัวให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลอง” บดีพล จูตระกูล หลานชายของ มีเลียน จูตระกูล ผู้ดูแลเรื่องการรีโนเวตตึกและการตกแต่งภายในกล่าว

ชั้น 2 จัดวางชุดโซฟาที่มีเซียมเคยใช้พักผ่อนในบ้านพร้อมภาพถ่ายเก่าของครอบครัว เช่น ภาพของพ่อและแม่ของเธอซึ่งเป็นชาวจีนฮากกาในอินโดนีเซียและย้ายมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้นั่งชมงานศิลปะในบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน โดยมีผลงานชิ้นสำคัญคือภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ “สันติคาม (Dreamer’s Avenue)” ซึ่งมีเซียมได้ถ่ายทอดทิวทัศน์ซอยชิดลมในสไตล์อิมเพรสชันนิสม์ด้วยพู่กันขนาดใหญ่ ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองจากการประกวดในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2492 หลังจากเธอเริ่มฝึกเขียนภาพได้เพียงแค่ 10 เดือน อีกหนึ่งชิ้นที่จัดแสดงตรงกันข้ามคือภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ “ดงมะพร้าว” โดยทั้งสองภาพนี้ทางทายาทเพิ่งได้รับคืนจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ หลังจากจัดแสดงที่นั่นมาเป็นเวลาร่วม 40 ปี


“เหมียวเองก็เพิ่งมีโอกาสได้เห็นภาพเขียนสองชิ้นนี้อย่างใกล้ชิด และเข้าใจว่าทำไมคุณย่าถึงได้รับรางวัลเหรียญทองในปีนั้น งานมีรายละเอียดมากทั้งการใช้สีและฝีแปรงที่หนักแน่น รวมถึงการนำเทคนิคแบบอิมเพรสชันนิสม์มาใช้ถ่ายทอดอารมณ์ของภาพ เมื่อเรานำจิตรกรรมและประติมากรรมมาจัดแสดงในพื้นที่เดียวกัน จะเห็นว่างานทั้งสองเทคนิคมีบางอย่างที่เชื่อมโยงและสะท้อนถึงกัน เช่น หากสัมผัสบริเวณคิ้วของประติมากรรม ‘คนแก่’ จะเห็นร่องรอยนิ้วโป้งของคุณย่าจากการปั้น ซึ่งให้ความรู้สึกไม่ต่างจากจังหวะการตวัดฝีแปรงบนผืนผ้าใบ” เกล้ามาศกล่าวพร้อมกับเชิญชวนให้ผู้ชมได้สัมผัสผลงานประติมากรรมทุกชิ้นที่จัดแสดงได้

จากแม่บ้านที่เริ่มเรียนศิลปะในวัย 42 สู่ศิลปินชั้นเยี่ยมคนแรกของประเทศ
ก่อนจะกลายเป็นศิลปินหญิงระดับตำนานของวงการศิลปะไทย มีเซียมเป็นคุณแม่ของลูก 5 คน และเป็นภรรยาของนักธุรกิจ ยิบ ยิบอินซอย ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทยิบอินซอย ที่เริ่มต้นจากธุรกิจเหมืองแร่ในจังหวัดสงขลาก่อนขยายสู่ธุรกิจหลากหลายแขนงและเติบโตเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการและพัฒนาโซลูชันด้านเทคโนโลยีรายสำคัญของประเทศไทย เส้นทางศิลปะของเธอเริ่มต้นขึ้นในวัย 42 ปี หลังจากเดินทางไปอยู่ที่ประเทศเดนมาร์กเป็นเวลากว่า 1 ปี เพื่อพาลูกสาวคนที่ 2 ไปรักษาโรคโปลิโอ ระหว่างนั้นเธอมีโอกาสได้ไปชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์หลายแห่งในยุโรปจนเกิดความประทับใจในงานจิตรกรรมยุคอิมเพรสชันนิสม์อย่างมาก เมื่อกลับมาเมืองไทยใน พ.ศ.2491 เธอรู้สึกว่าภาพเขียนที่เคยเลือกซื้อมาประดับบ้านนั้นกลับไม่น่าสนใจอีกต่อไป ส่วนผลงานตามแกลเลอรีต่างๆ ก็ยังไม่ถูกใจพอที่จะซื้อ มีเซียมจึงตัดสินใจที่จะลองหัดเขียนภาพด้วยตัวเองตามสไตล์ที่ชื่นชอบเพื่อนำมาประดับบ้านโดยไม่ได้ใฝ่ฝันจะเป็นจิตรกรเลื่องชื่อ

มีเซียมเริ่มเรียนเขียนภาพกับ มอเนต ซาโตมิ (Mounet Satomi) ทูตวัฒนธรรมของญี่ปุ่นประจำประเทศไทยซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านศิลปะจาก Beaux Arts Academy ในกรุงปารีส ด้วยความใจเร็วและตระหนักว่าตนเองเริ่มต้นเส้นทางศิลปะเมื่ออายุเกิน 40 ปีแล้ว เธอจึงขอข้ามขั้นตอนการฝึกดรอว์อิง และเริ่มต้นด้วยการใช้สีน้ำมันบนผ้าใบถ่ายทอดภาพทิวทัศน์ต่างๆ ด้วยความหลงใหล

หลังจากเรียนเขียนภาพได้เพียง 10 เดือน ซาโตมิแนะนำให้มีเซียมส่งผลงานเข้าประกวดในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2492 โดยให้เหตุผลว่าเธอฝึกฝนมาอย่างหนักและ “ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร” แม้ในตอนแรกเธอจะปฏิเสธ เพราะมองว่าตนเองยังเป็นเพียงมือใหม่หัดวาดและเกรงว่าจะถูกหัวเราะเยาะ แต่ในที่สุดภาพ “สันติคาม” กลับคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดในปีนั้น
ถึงจะประสบความสำเร็จตั้งแต่ส่งผลงานชิ้นแรกเข้าประกวด มีเซียมยังคงถ่อมตนและคิดว่ารางวัลดังกล่าวอาจเป็นเพียงความบังเอิญโดยเธอได้บันทึกความรู้สึกในช่วงเวลานั้นไว้ในหนังสือสวนศิลป มีเซียม ยิบอินซอย ว่า
“อาจจะเป็นเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นได้สักครั้งในชีวิต ฉันคงจะเป็นจิตรกร ‘ภาพเดียว’ เหมือนกับที่นักเขียนบางคนเป็นนักเขียน ‘เล่มเดียว’ ฉันคงจะไม่สามารถเขียนภาพที่มีคุณค่าได้อีกแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกเป็นทุกข์”

อย่างไรก็ตามมีเซียมยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และพิสูจน์ว่าชัยชนะที่เธอได้ไม่ใช่ด้วยเหตุบังเอิญด้วยการคว้ารางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติอีกสองครั้งติดต่อกัน ได้แก่ ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.2493 จากภาพ “โฮโนลูลู” และครั้งที่ 3 ใน พ.ศ.2494 จากภาพ “หัวหิน” การคว้ารางวัลเหรียญทองถึงสามครั้งส่งผลให้มีเซียมได้รับการยกย่องเป็น “ศิลปินชั้นเยี่ยม” คนแรกจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และต่อมาได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินผลงานในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติรวม 20 ครั้งระหว่าง พ.ศ.2498-2527

กระทรวงวัฒนธรรมแห่งฝรั่งเศสยังได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้น “อัศวินสาขาศิลปะและอักษรศาสตร์” ให้แก่มีเซียมเมื่อ พ.ศ.2527 และในปีถัดมาได้รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร
“คุณย่าเป็นคนมีวินัยสูง ขวนขวาย เอาจริงเอาจัง และเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ ชอบออกแบบเสื้อผ้าและทำจิวเวลรีใส่เอง เมื่อเรียนเขียนภาพก็กระตือรือร้นและหลงใหลอย่างมาก แต่ท่านต้องเขียนอะไรจากสิ่งที่ดวงตาเห็นแล้วใส่ความรู้สึกเข้าไป อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยบอกว่าที่คุณย่าเขียนภาพจากจินตนาการไม่ได้เป็นเพราะท่านไม่มีพื้นฐานเรื่องดรอว์อิง”

ก้าวออกจากผืนผ้าใบสู่งานปั้นที่จับจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต
หลังจากเรียนกับครูซาโตมิเป็นเวลา 3 ปีจนท่านเดินทางกลับปารีส มีเซียมยังคงฝึกฝนการเขียนภาพด้วยตัวเองต่อเนื่องอีกกว่า 4 ปี จนรู้สึกว่าตนเองมาถึงทางตัน จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นผลงานประติมากรรมของ โอกุสต์ โรแด็ง (Auguste Rodin) ในหนังสือศิลปะ จึงเกิดความสนใจที่จะเปลี่ยนจากการวาดภาพสีน้ำมันมาเป็นปั้นรูปแทน และตัดสินใจไปขอเรียนนอกเวลากับ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
อาจารย์ศิลป์ไม่ยอมให้มีเซียมทำงานแบบลัดขั้นตอนอีกแล้ว โดยให้เริ่มจากการปั้นศีรษะหุ่นตามแบบปูนปลาสเตอร์ซึ่งเธอไม่ชอบนัก เพราะรู้สึกว่าเป็นการปั้นจากหุ่นที่ไร้ชีวิต จนวันหนึ่งเมื่ออาจารย์ศิลป์ป่วยและไม่ได้มาสอน เธอจึงขอให้แม่บ้านประจำมหาวิทยาลัยมาเป็นแบบและสามารถปั้นเสร็จภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ เมื่ออาจารย์ศิลป์เห็นผลงานจึงยอมให้เธอปั้นจากแบบคนจริงต่ออีก 2-3 เดือน ก่อนให้กลับไปฝึกฝนด้วยตัวเองที่บ้านและหากพบปัญหาก็ให้กลับมาขอคำแนะนำจากตัวท่านหรือจากศิษย์เอกของท่านอย่าง ชลูด นิ่มเสมอ

Misiem’s/Bangkok ณ ปัจจุบันจัดแสดงผลงานประติมากรรมของมีเซียมทั้งหมดเก้าชิ้น ซึ่งสะท้อนความสนใจของเธอในการทดลองและท้าทายตัวเองผ่านสื่อศิลปะรูปแบบใหม่หลังจากทำงานจิตรกรรมมาเป็นเวลาราว 7 ปี ประติมากรรมของเธอโดดเด่นด้วยการถ่ายทอด “การเคลื่อนไหว” และ “ความมีชีวิตชีวา” ผ่านอิริยาบถของผู้คนในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ท่วงท่าบัลเลต์ กายกรรม การต่อตัว ไปจนถึงการละเล่นของเด็กๆ ที่ผู้ชมจะได้เห็นผ่านผลงาน อาทิ “กระโดดกบ”, “บัลเลต์”, “หญิงหาปลา” และ “แม่และเด็ก”

นอกจากนี้ผู้ชมยังจะได้เห็นประติมากรรมชิ้นเยี่ยมอีก 2 ชิ้น คือ “ขลุ่ยทิพย์” ของ เขียน ยิ้มศิริ และ “รำมะนา” ของ ชิต เหรียญประชา ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองประเภทประติมากรรมจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1 และ 3 ใน พ.ศ. 2492 และ 2494 ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองชิ้นนี้เป็นผลงานศิลปะสะสมของมีเซียม
“ด้วยความที่คุณย่าเป็นภรรยาของนักธุรกิจที่มีพันธมิตรอยู่หลายประเทศ และคุณปู่ก็สนับสนุนความชอบของคุณย่าเสมอ ทำให้ท่านสามารถซื้อและทดลองใช้อุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะได้อย่างเต็มที่ทั้งแคนวาสและสีน้ำมัน ส่วนงานประติมากรรมท่านปั้นโดยใช้ดินน้ำมันนำเข้าจากอิตาลี แทนการปั้นด้วยดินที่ต้องคอยพรมน้ำอยู่ตลอด คุณย่าจะเริ่มจากการสเกตช์และทำแบบจำลองขนาดเล็กก่อนขยายไปสู่ผลงานจริง โดยมีช่างช่วยผูกเหล็กและขึ้นโครง คุณย่าหล่องานด้วยแม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์และเมื่อได้จำนวนชิ้นงานตามที่กำหนดก็จะทุบแม่พิมพ์ทิ้งทันที ต่อไปเราจะทยอยนำผลงานหล่อชิ้นเล็กๆ ของท่านมาจัดแสดงเพิ่มเติมด้วย”

นอกจากผลงานซิกเนอเจอร์รูปเด็กและผู้หญิงในอิริยาบถต่างๆ มีเซียมยังได้ปั้นประติมากรรมรูปบุคคลสำคัญอีกหลายท่าน เช่น พระบรมรูปปั้นของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ไร่แม่ฟ้าหลวงในจังหวัดเชียงราย รวมถึงรูปปั้นของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรูปปั้น เจเนเวฟ คอลฟิลด์ (Genevieve Caulfield) สตรีชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งแรกในประเทศไทย

มีเซียมยังได้ก่อตั้ง สวนศิลป์มีเซียม (Misiem’s Sculpture Garden) บนพื้นที่ 12 ไร่ ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อจัดแสดงผลงานประติมากรรมของตนเองโดยมีแนวคิดว่า “ประติมากรรมควรอยู่นอกบ้าน เพราะประติมากรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” พร้อมเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีโดยนัดหมายล่วงหน้า จนกระทั่งใน พ.ศ.2558 ประติมากรรม “Coy Girl” ผลงานชิ้นสุดท้ายของมีเซียมซึ่งยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์เนื่องจากศิลปินเสียชีวิตก่อนได้ถูกขโมยไปจากสวน จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ครอบครัวตัดสินใจปิดสวนอย่างถาวร และจนถึงปัจจุบันยังไม่พบประติมากรรมชิ้นที่ถูกขโมยไป

(ภาพ : Misiem’s/Bangkok)
แม้สวนศิลป์มีเซียมจะปิดตัวลงอย่างถาวร แต่ผลงานของ มีเซียม ยิบอินซอย ยังคงได้รับการดูแลและนำไปจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันทายาทได้ให้ยืมประติมากรรมขนาดใหญ่จำนวน 12 ชิ้น ไปจัดแสดงที่ไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นระยะเวลา 4 ปี อาทิ ผลงานชิ้นเอก “ความต่อเนื่อง” ประติมากรรมสูงเกือบ 4 เมตร ซึ่งศิลปินใช้เวลาสร้างสรรค์ร่วม 2 ปี ถ่ายทอดภาพเด็ก 17 คนปีนป่ายซ้อนกันเป็นรูปทรงพีระมิดเพื่อมุ่งสู่จุดหมายเบื้องบน, “หรรษา” รูปหญิงสาวในท่วงท่าบัลเลต์กับชายกระโปรงที่พลิ้วไหว และ “เริงร่า” สะท้อนความสนุกสนานและความมีชีวิตชีวาซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ในผลงานของมีเซียมผ่านรูปหญิงสาวสามคนจับมือกันเต้นรำ

About Studio/About Cafe จากจุดเริ่มต้นถึง Misiem’s/Bangkok
การสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเผยแพร่ผลงานของมีเซียมเป็นแนวคิดที่เกล้ามาศมีมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อนที่จะพัฒนาเป็น About Studio/About Cafe โดยเธอเล่าย้อนถึงที่มาของความตั้งใจนี้ว่า
“หลังจากเรียนจบ (ด้านพิพิธภัณฑศึกษาและการจัดการพิพิธภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก) ก็อยากทำมิวเซียมให้คุณย่า เพราะถึงแม้ในช่วงนั้นจะมีสวนประติมากรรมที่สามพราน นครปฐม แต่คนก็ยังไม่ค่อยไปดู แต่เมื่อได้เช่าตึกหลังนี้ตรงถนนไมตรีจิตต์ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 กระแสสังคมในตอนนั้นเริ่มมีเรื่อง edutainment และเริ่มมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของผู้ชมและขอบเขตระหว่างศิลปะกับชีวิตประจำวันเช่นงานของพี่ฤกษ์ฤทธิ์ (ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินที่ทำผัดไทยให้ผู้ชมรับประทานในแกลเลอรีในช่วงต้นทศวรรษ 1900) อีกทั้งผู้คนชอบแฮงเอาต์กันตามคาเฟ่ เราก็เลยเปลี่ยนสเปซให้เป็น About Studio/About Cafe ก่อน โดยชั้นล่างเป็นคาเฟ่ให้คนมาพบปะสังสรรค์และทำกิจกรรม ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับศิลปินซึ่งถ้าทำสำเร็จจริงเป้าหมายต่อไปก็คือเป็นมิวเซียมของคุณย่า”

แม้ต้องใช้เวลาร่วม 30 ปีกว่าจังหวะและเวลาจะเหมาะสมในการปรับพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็น Misiem’s/Bangkok ตามความตั้งใจเดิม ในช่วงเวลานั้น About Studio/About Cafe ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมและมีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะไทยอย่างมากในฐานะพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการทดลองและปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของศิลปินหลายคนซึ่งต่อมาได้ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าของประเทศ เช่น พินรี สัณฑ์พิทักษ์, สุรสีห์ กุศลวงศ์, จักรพันธ์ วิลาสินีกุล, อริญชย์ รุ่งแจ้ง และ ปรัชญา พิณทอง

จากอาคารหนึ่งหลังซึ่งเคยเป็น About Studio/About Cafe วันนี้ Misiem’s/Bangkok ได้ขยายพื้นที่ออกไปอีกหนึ่งห้องติดกันโดยแบ่งเป็น Misiem’s/Shop พื้นที่จำหน่ายหนังสือศิลปะ ของที่ระลึก และสินค้าที่ออกแบบโดยศิลปิน ขณะที่อีกพื้นที่อย่าง Misiem’s/Next Door ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สนับสนุนและเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานสะท้อนความตั้งใจในการสานต่อจิตวิญญาณของพื้นที่เดิม
อีกหนึ่งพื้นที่ที่เกล้ามาศและนพดลร่วมกันรีโนเวต คืออาคารเก่าในย่านเมืองเก่า จังหวัดสงขลา ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็น Misiem’s/Songkhla และเปิดให้เข้าชมเพียงปีละครั้งในเดือนสิงหาคม เดือนเกิดของ มีเซียม ยิบอินซอย สถานที่แห่งนี้ยังเชื่อมโยงกับตระกูลยิบอินซอยซึ่งเริ่มต้นธุรกิจจากกิจการเหมืองแร่ในภาคใต้ ก่อนต่อยอดและขยายสู่ธุรกิจหลากหลายแขนงเช่นในปัจจุบัน
Fact File:
- Misiem’s/Bangkok ตั้งอยู่ที่ปากซอยนานา ถนนไมตรีจิตต์ กรุงเทพฯ
- เปิดให้เข้าชมวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-20.00 น. และวันศุกร์เปิดรอบสำหรับนัดหมายล่วงหน้าที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-2364-9878
- รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook: Misiem Yipintsoi