10 เมืองโรแมนติกอาเซียน กลิ่นอายโคโลเนียลเหมือนเที่ยวยุโรป
Lite

10 เมืองโรแมนติกอาเซียน กลิ่นอายโคโลเนียลเหมือนเที่ยวยุโรป

Focus
  • ปักหมุด 10 เมืองโรแมนติกอาเซียน อายยุโรป ที่ซ่อนอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ พินอูลวิน มะละกา เซบู จอร์จทาวน์ ดาลัด หลวงพระบาง เป็นต้น
  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้นมักจะมีเรื่องราวความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ซึ่งนอกจากรากของวัฒนธรรมดั้เงดิมของฝั่งซีกโลกตะวันออกที่เข้มแข็งแล้ว ยุคอาณานิคมยังได้นำพาวัฒนธรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรมของซีกโลกตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับความเป็นท้องถิ่น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศ อาเซียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้นมักจะมีเรื่องราวความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ซึ่งนอกจากรากของวัฒนธรรมดั้เงดิมของฝั่งซีกโลกตะวันออกที่เข้มแข็งแล้ว ยุคอาณานิคมยังได้นำพาวัฒนธรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรมของซีกโลกตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับความเป็นท้องถิ่นและได้สร้างคาแรกเตอร์ใหม่ที่เฉพาะตัวขึ้นมา เช่น 10 เมืองที่เราจะพาไปปักหมุด เป็น 10 เมืองโรแมนติกอาเซียน กลิ่นอายยุโรป ที่ซ่อนอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ละเมืองนอกจากจะโรแมนติกทั้งในเรื่องสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม หรือสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลผสมผสานกลิ่นอายยุโรปแล้ว ยังอัดแน่นด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่จะทำให้ทริปนี้ไม่ได้มีแต่ความหวานโรแมนติกเท่านั้น

เมืองโรแมนติกอาเซียน
Candacraig Hotel

01 พินอูลวิน

[History in brief]

นั่งรถไฟตามรอยรางรถไฟสายเก่าจากมัณฑะเลย์ไปไม่ไกลคือเมืองตากอากาศ “พินอูลวิน” (PyinOo Lwin) หรือ เมเมียว (Maymyo) เมืองโรแมนติกอาเซียน ที่ลับอย่างสุดๆ ที่นี่ไม่มีวังหรือวัดเป็นไฮไลต์ท่องเที่ยวตรงกันข้ามเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของเขตมัณฑะเลย์แห่งนี้เต็มไปด้วยป่าเขา ลำธาร ฟาร์มผัก สวนผลไม้ ดอกไม้เมืองหนาว ไร่ชา กาแฟ และอากาศที่เย็นสบายตลอดปี ทั้งหมดเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อดีตเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษเลือกพินอูลวินเป็นสถานตากอากาศหนีร้อนจากย่างกุ้งตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โดยอดีตเจ้าอาณานิคมไม่ได้แค่มาพัก ทว่ายังสร้างเมืองทั้งเมืองให้สวยหวานด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียลทั้งปล่องไฟ บ้านอิฐบล็อกหลังคาทรงกรวยแบบในเทพนิยาย รถม้าทำจากไม้ และสวนดอกไม้ใต้ทิวสนอายุร้อยปี เหล่านี้คือสิ่งที่พบเจอได้ในพินอูลวิน

เมืองโรแมนติกอาเซียน
โรงแรม AUREUM PALACE HOTEL & RESORT

[Where to go]

การมาพักผ่อนคือคอนเซ็ปต์ของพินอูลวิน เริ่มจากการเลือกที่พักในบ้านเก่าคลาสสิกลูกครึ่งอังกฤษผสมงานไม้สไตล์ช่างพม่า ซึ่งที่นี่มีให้เลือกหลากหลายราคาตั้งแต่เกสต์เฮาส์ไปจนถึงที่พักระดับหรู ถ้าคลาสสิกเลยต้อง Candacraig Hotel ไอโคนิกของเมืองที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 เดิมทีโรงแรมแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ทำการบอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง คอมปานี (Bombay Burmah Trading Company) และต่อมาเป็นคลับของคนอังกฤษมีสนามเทนนิสรองรับ

เมืองโรแมนติกอาเซียน
นั่งรถม้าเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์ (ภาพ : Hotel Pyin Oo Lwin )

พินอูลวินเหมือนเทพนิยายที่มีบ้านสไตล์โคโลเนียลกระจายอยู่ทั่วเมือง ดังนั้นกิจกรรมที่ห้ามพลาดคือนั่งรถม้าชมเมือง รถม้าที่พินอูลวินไม่ใช่ม้าเทียมเกวียนอย่างที่นิยมในพุกาม แต่เป็นม้าลากตู้โดยสารที่เป็นตู้ไม้เก่านับร้อยปี พาหนะของชาวอังกฤษยุคก่อน แนะนำเส้นทาง ถนนเซอร์คูลาร์ (Circular Road) ตัดผ่านป่าสนสูงใหญ่ระหว่างทางจะพบกระท่อมไม้เก่าที่มีปล่องไฟ รวมทั้งโรงแรมเก่าสมัยโคโลเนียล Gandamar Myaing บ้านไม้ขนาดใหญ่สร้างในต้นศตวรรษที่ 19

ถนนยังผ่านโรงเรียนหมายเลข 4 (Number4 High School) โบสถ์ และสถานที่ราชการอีกหลายแห่งที่สร้างแบบโคโลเนียล ปิดท้ายด้วยสวนพฤกษศาสตร์ National Kandawgyi Botanical Gardens อายุกว่าร้อยปี นอกจากดอกไม้เมืองหนาวแล้วที่นี่ยังทำแผนผังสวนตามธรรมเนียมอังกฤษ ยิ่งมาในยามเช้าต้นฤดูหนาวที่หมอกลงจัด บอกเลยว่าสวยจนลืมหายใจเลยทีเดียว

เมืองโรแมนติกอาเซียน

02 ดาลัด

[History in brief]

ใต้เงาของทิวสนที่แตกยอดใบรับอุณหภูมิเฉลี่ย 15-24 องศาเซลเซียสตลอดปี คือความงามของเมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ ดาลัด เมืองโรแมนติกอาเซียน สุดคลาสสิก ที่นี่คืออดีตเมืองตากอากาศของกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งเวียดนาม และต่อมากลายเป็นสถานตากอากาศของเจ้าอาณานิคมชาวฝรั่งเศสผู้สร้างบ้านเรือนโคโลเนียลสีพาสเทลกลางหุบเขาแห่งนี้ให้เป็น “ปารีสตะวันออก”

การค้นพบความงามของดาลัดเริ่มต้นจากแพทย์ชาวยุโรป อเล็กซานเดอร์เยอร์ซิน (Alexandre Yersin)ผู้ดั้นด้นเข้ามาแสวงหาสมุนไพรจนได้ค้นพบธรรมชาติที่สวยงามของดาลัด ทำให้ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเวียดนามในครั้งนั้นหนีอากาศร้อนของนครโฮจิมินห์เข้ามาสร้างเมืองตากอากาศแห่งใหม่ที่นี่ ในส่วนของกษัตริย์บ๋าวดั่ย(Bao Dai) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์เหวียน และเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเวียดนาม ก็ทรงสร้างพระราชวังฤดูร้อนขึ้นบนเนินเขากลางเมืองดาลัดแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

เมืองโรแมนติกอาเซียน

[Where to go]

ว่ากันว่าวิลลาฝรั่งเศสเก่าแก่ในศตวรรษที่ 19 ที่หลงเหลืออยู่ในเมืองดาลัดนั้นมีมากถึง 2,500 หลัง ซึ่งเป็นทั้งบ้านอาศัย ร้านอาหาร และโรงแรมโดยเฉพาะบนถนน Tran Hung Daoถนนสายโคโลเนียลซึ่งมีอาคารเก่าแก่ตลอดสองข้างทางอีกพิกัดห้ามพลาดได้แก่โบสถ์แห่งดาลัดสีส้มโอด์โรสอมชมพูและDalat Palace Heritage Hotelโรงแรมหรูหราแห่งแรกของเมืองโดดเด่นด้วยสไตล์นีโอคลาสสิกห้องพักทั้งหมดตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำแบบเก่า ฝักบัวทองเหลือง รวมทั้งกระเบื้องลายเถาดอกไม้ที่เคยได้เห็นในพระราชวังเก่าก็ล้วนถูกนำมาตกแต่งด้วยเช่นกัน ถ้าได้มาพักช่วงฤดูหนาวอากาศเย็นสบายไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศและสามารถเปิดหน้าต่างออกชมวิวทะเลสาบกลางเมืองได้เต็มตา

03 หลวงพระบาง

[History in brief]

หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ถือได้ว่าเป็นดินแดนในฝันของนักเดินทางทั่วโลก เหตุผลแรกที่นี่คือเมืองมรดกโลก (ค.ศ. 1995) ที่ยังคงรักษาอาคารเก่าทั้งที่เป็นกลุ่มอาคารฝีมือจากช่างหลวงในราชสำนักล้านช้าง และกลุ่มอาคารโคโลเนียลที่มีเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส ไม่นับรวมอากาศที่เย็นสบายในฤดูหนาว ลักษณะของภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยหุบเขา และความเงียบสงบของเมืองที่เหมือนหยุดเข็มนาฬิกาเอาไว้

[Where to go]

กิจกรรมที่ดีที่สุดของหลวงพระบางคือการหาที่พักในอาคารเก่าโคโลเนียลซึ่งมีตั้งแต่ระดับเกสต์เฮาส์ราคาประหยัดไปจนถึงโรงแรมหรูแบรนด์ต่างประเทศ จากนั้นเช่าจักรยานสักคันและปั่นเที่ยวรอบเมือง แวะคาเฟ่ แกลเลอรี ร้านของที่ระลึก โรงทอผ้าซึ่งล้วนตั้งอยู่ในอาคารเก่าโคโลเนียลทั้งสิ้น

ที่เมืองมรดกโลกหลวงพระบางนั้นผู้ประกอบการค่อนข้างเคร่งครัดในการทำตามกฎตั้งแต่การต่อเติมบูรณะอาคาร ทาสีไปจนการทิ้งขยะ เรื่องบำบัดน้ำเสีย เรียกได้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงของเมืองล้วนต้องทำให้เข้ากับการอนุรักษ์บรรยากาศของเมืองเก่าโคโลเนียลให้คงอยู่

นอกจากกลิ่นอายโคโลเนียลแล้วที่นี่ยังเข้มข้นเรื่องการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ประเพณีตักบาตรข้าวเหนียวยามเช้าตรู่กินอาหารเช้าเมนูลูกครึ่งลาว-ฝรั่งเศส การชมงานฝีมือช่างในวังหลวงไม่ว่าเป็นโรงราชรถ งานประดับกระจกแห่งวัดเชียงทอง หอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง(พระราชวังหลวงเดิม) หอหลวงพระบาง และที่จะขาดไม่ได้คือผ้าทอพื้นเมืองสไตล์ช่างฝีมือหลวงพระบางที่ประณีตมากๆ

04 คาเมรอน ไฮแลนด์ส

[History in brief]

แม้ภาพของมาเลเซียจะเป็นเมืองในเขตศูนย์สูตรที่มีความร้อนชื้น ทว่าก็ยังมีไร่ชา คาเมรอน ไฮแลนด์ส (Cameron Highlands) ในรัฐปะหัง เป็นเมืองตากอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ยราว 18-25องศาเซลเซียส ดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้ถูกค้นพบใน ค.ศ. 1885 โดยชาวอังกฤษที่ชื่อ วิลเลียม คาเมรอน (William Cameron) จากนั้นได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ตากอากาศในช่วงอาณานิคมอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นบังกะโล สวนดอกไม้ สนามกอล์ฟ ที่นี่แม้จะเป็นไร่ชาคล้ายๆ กับภาคเหนือของไทย แต่ทางการท่องเที่ยวมาเลเซียได้เข้าไปจัดระเบียบการปลูกชาเพื่อรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ พร้อมอนุรักษ์อาคารเก่าสไตล์โคโลเนียลไว้ ทำให้บรรยากาศการเที่ยวไร่ชาที่คาเมรอน ไฮแลนด์ส มีกลิ่นอายเมืองชนบทในยุโรปต่างออกไปจากไร่ชาในเขตศูนย์สูตรอื่นๆ

[Where to go]

มาถึงดินแดนแห่งไร่ชา แน่นอนว่าโปรแกรมทัวร์ไร่ชาไอโคนิก Boh Sungei Palas Tea Estate คือสิ่งที่ต้องห้ามพลาด ที่นี่ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ.1950 ในช่วงที่คาเมรอน ไฮแลนด์ส ยังเป็นดินแดนที่เดินทางมาถึงยากเย็นเต็มที และกว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ก็ใช้เวลาพัฒนานานถึง 57 ปีถัดมา นอกจากหุบเขาไร่ชาและโรงงานผลิตชาแล้วที่นี่ยังมีเอกลักษณ์เป็นคาเฟ่กล่องสี่เหลี่ยมกระจกใสยื่นลงไปเหนือยอดใบชามองเห็นวิวหุบเขาใบชาอลังการมาก               

นอกจากชาแล้วที่คาเมรอน ไฮแลนด์สยังมีฟาร์มสตรอว์เบอร์รี ฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ฟาร์มผีเสื้อสวนแคคตัส และเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติให้ได้อิ่มกับพื้นที่สีเขียว แต่ถ้าไม่อยากเดินป่า ที่นี่ยังมีโรงแรมในสถาปัตยกรรมอังกฤษโคโลเนียลให้ได้เลือกพักเพื่อรีทรีตและอิ่มกับบรรยากาศธรรมชาติได้เช่นกัน

05 ดานัง

[History in brief]

เดิมทีหลายคนรู้จักดานังในฐานะศูนย์กลางการขนส่งเพื่อเชื่อมไปยังเมืองมรดกโลกของเวียดนามคือ ฮอยอัน และเมืองแห่งสุสานกษัตริย์ เมืองเว้ แต่หลังจากที่ บานา ฮิลส์(Bana Hills) เริ่มเป็นที่รู้จัก และรีสอร์ตระดับ 5 ดาวแบรนด์ระดับโลกเริ่มปักหมุด มีสายการบินตรงจากต่างประเทศ (รวมทั้งจากกรุงเทพฯ) ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของดานังก็เต็มร้อยพร้อมเดินหน้าเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลที่น้ำทะเลและชายหาดสวยติดท็อปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

[Where to go]

มาดานังแล้วไม่มา บานา ฮิลส์ถือว่ามาไม่ถึง เพราในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังนุ่งบิกินีนอนอาบแดดอยู่บนชายหาด China Beach ไกลออกไปที่ระดับความสูงประมาณ 1,487 เมตรจากระดับทะเลบนภูเขา Truong Son ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองดานังไปราว 25 กิโลเมตร อุณหภูมิกลับลดลงเหลือเพียง10 กว่าองศาเซลเซียส และนั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชาวฝรั่งเศสยุคอาณานิคมขึ้นมาสร้างสถานตากอากาศบานา ฮิลส์และแม้บ้านพักตากอากาศจะถูกทำลายและทิ้งร้างมานานจากผลของสงคราม แต่ก็โชคดีที่มีการนำประวัติศาสตร์มาปัดฝุ่นใหม่ พร้อมสร้างเคเบิลคาร์ที่ยาวเกือบ 6 กิโลเมตรข้ามป่าเขาที่ยังคงความสมบูรณ์ขึ้นมายังเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในสายหมอกด้านบน

มองเผินๆ เหมือนเมืองแห่งปราสาทเจ้าหญิงดิสนีย์แลนด์อย่างไรอย่างนั้น และมากกว่าบานา ฮิลส์ แล้วคู่รักฮันนีมูนยังสามารถเลือกรีสอร์ตริมทะเลได้หลากหลายมาก เช่น InterContinental Danang Sun PeninsulaResort ออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลก บิล เบนสเลย์ (Bill Bensley) นำเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมโคโลเนียลฝรั่งเศสเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การพักผ่อน บอกเลยว่าที่นี่เป็นส่วนตัวและเหมาะกับคู่รักฮันนีมูนมากๆ

06 เซบู

[History in brief]

อาร์โนด์ เจ. ทอยน์บี (Arnold J. Toynbee) นักประวัติศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษเคยเปรียบเปรยไว้ว่า หมู่เกาะกว่า 7,100 เกาะที่รวมเรียกว่าประเทศฟิลิปินส์นั้นแท้จริงคือ ลาตินอเมริกาที่ถูกคลื่นพัดพามายังชายฝั่งทะเลในซีกโลกตะวันออก และแม้กรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์จะมีสถาปัตยกรรมยสเปนแทรกอยู่ทั้งป้อมปราการ อาคาร และโบสถ์เก่า แต่ถ้าให้ใส่โจทย์เรื่อง เมืองโรแมนติกอาเซียน ฉบับท้องทะเลลงไปแล้วล่ะก็ เราเห็นต้องยกตำแหน่งเมืองโรแมนติกนี้ให้กับ เซบู (Cebu) เกาะเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยหาดทรายขาวและทะเลสีเทอร์ควอยส์

เสน่ห์อย่างหนึ่งของเซบูคือเรายังคงได้ยินเสียงรถม้าดังก้องไปทั่วสลับกับเสียงรถบรรทุกขนาดเล็กตกแต่งสีจัดจ้านที่เรียกว่า จิปนีย์ (Jeepney) และที่จะขาดไม่ได้คือภาพของอาคาร ป้อมปราการ และโบสถ์เก่าผสมผสานสถาปัตยกรรมสเปน มากกว่ากลุ่มอาคารคือเรื่องวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับศาสนา

ที่เซบูนั้นบทเพลงแห่งศรัทธาจากโบสถ์คาทอลิกยังคงลอยลมทะเลมาให้ได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนับตั้งแต่ครั้งที่นายพลมาเจลลัน (Ferdinand Magellan)แห่งกองทัพสเปนได้มอบไม้กางเขนและรูปปั้นพระกุมารสัญลักษณ์แห่งคาทอลิกแด่ราชาและราชินีเซบู

เทศกาล Sinulog งานเฉลิมฉลองศรัทธาแด่พระเยซูองค์น้อย

[Where to go]

นักท่องเที่ยวชาวไทยอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักเซบู หรือรู้จักเพียงเล็กน้อยในแง่เมืองแห่งกีตาร์ แหล่งผลิตอูกูเลเลทว่าสำหรับคู่รักคู่ฮันนีมูนชาวเกาหลีใต้และชาวจีน เซบูติดลิสต์เดสติเนชันโรแมนติกมาแต่ไหนแต่ไร

เกาะเซบูโด่งดังเรื่องหาดทรายขาวละเอียดตัดกับท้องทะเลสีเทอร์ควอยส์ใต้ฟองคลื่นคือปะการัง และฝูงปลาหลากสีสัน ดังนั้นกิจกรรมที่จะขาดไม่ได้เมื่อมาตากอากาศที่เซบูจึงเป็นการล่องเรือบังกาซึ่งมีลักษณะเหมือนขาแมงมุมแล้วออกไปดำน้ำ อาบแดดตามเกาะเล็ก เกาะน้อยรอบๆ เซบู หรือจะว่ายน้ำตามหาฉลามวาฬก็เป็นโปรแกรมที่ห้ามพลาด

สำหรับใครที่ชอบความเข้มข้นด้านวัฒนธรรม เทศกาล Sinulog งานเฉลิมฉลองศรัทธาแด่พระเยซูองค์น้อย หรือ ซานโตนิโญ (Santo Niño) คือที่สุดทริปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด ในช่วงนั้นผู้คนทั้งเมืองจะมารวมตัวกันที่โบสถ์ซานโตนิโญซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระกุมารองค์เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่มาเจลลันนำมาถวายราชินีเซบู ทุกคนหยุดงานเพื่อมารอชมขบวนแห่พระกุมารที่จะมีการร้องเพลงเต้นรำไปรอบเมือง

นอกจากโบสถ์หลักแล้วในทุกชุมชน หมู่บ้านจะมีการแต่งตัวสีสันจัดจ้านเจือดีไซน์แบบสเปนลงไปพร้อมจัดขบวนแห่พระกุมารที่แตกต่างกันออกไป รับรองได้ว่าอลังการไม่แพ้งานคานิวัลใหญ่ๆ ของตะวันตกเลยทีเดียว

07 จอร์จทาวน์

[History in brief]

บรรยากาศของเมืองเก่าที่อัดแน่นไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมายัง “จอร์จทาวน์” เมืองมรดกโลกบนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย ที่นี่เป็นย่านเมืองเก่าที่มีโครงการอนุรักษ์อาคารลูกครึ่งจีน-ยุโรปอย่างเคร่งครัดและจริงจังจนสามารถทำให้ย่านเมืองเก่าที่เกือบจะเคยกลายเป็นเมืองร้าง พลิกกลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลุกประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และที่จอร์จทาวน์นี่เองที่เป็นต้นแบบของการนำสตรีตอาร์ตมาปลุกชีวิตย่านเก่า

ด้านประวัติศาสตร์ของจอร์จทาวน์นั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อค.ศ. 1786 เมื่อกัปตันฟรานซิส ไลต์ (Francis Light) แห่งบริษัท British East India ซึ่งทำการเดินเรือค้าขายระหว่างอินเดียกับจีนได้มาค้นพบเกาะแห่งนี้ และพัฒนาที่นี่ให้เป็นเมืองท่าสำหรับค้าขายส่วนชื่อของจอร์จทาวน์ มาจากพระนามของพระเจ้าจอร์จที่ 3

[Where to go]

ถ้าจะให้ได้บรรยากาศความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมโคโลเนียลแนะนำให้เช็กอินในเขตเมืองเก่า ที่ซึ่งอาคารอนุรักษ์เก่าแก่ถูกเปลี่ยนเป็นที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ละหลังมีสีสันฉูดฉาดต่างกันออกไป

จากนั้นเตรียมรองเท้าผ้าใบคู่เก่งให้พร้อมแล้วออกเดินเที่ยวในย่านเมืองเก่าซึ่งถูกยกให้เป็นเมืองแห่งโฟโตจีนิกที่ไม่ว่ามุมไหนก็ถ่ายภาพสวย โดยเฉพาะมุมที่มีการวาดภาพสตรีตอาร์ต ใส่เรื่องราววัฒนธรรม และคนเก่าแก่ในชุมชนจอร์จทาวน์ลงไป ส่วนสถานที่ไฮไลต์ต้อง Blue Mansion แมนชันสีน้ำเงิน ประตูเป็นไม้สีดำสไตล์จีนมีหน้าต่าง 220 บาน หรืออย่าง Pinang Peranakan Mansion ก็เป็นแมนชันเก่าแก่โดดเด่นด้วยโทนสีเขียว ด้านในอัดแน่นไปด้วยวัฒนธรรมของชาวเปอรานากันซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวิถีมลายูกับชาวจีนที่อพยพมาอยู่บนเกาะปีนัง

แม้จอร์จทาวน์จะเป็นเมืองไม่ใหญ่มาก แต่ทุกบ้าน ทุกอาคารเก่าช่างดึงดูดให้เราแวะถ่ายรูป พูดคุย และศึกษา เรียกว่าทั้งเมืองเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิตอย่างสมจริงเลยก็ว่าได้

08 สิงคโปร์

[History in brief]

แม้ภาพของสิงคโปร์คือเมืองสีเขียวที่อยู่ร่วมกับความทันสมัยและตึกสูง แต่ในอีกมุมสิงคโปร์ก็เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียล มรดกตกทอดจากจักรวรรดิอังกฤษ

ประวัติศาสตร์สิงคโปร์สมัยใหม่เริ่มในสมัยเซอร์สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles)ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์สมัยใหม่ขึ้นในศตวรรษที่ 19 ตรงกับช่วงที่จักรวรรดิอังกฤษกำลังมองหาท่าจอดเรือสินค้าในภูมิภาคนี้เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับกองเรือสินค้าของตน และเพื่อไม่ให้ฝ่ายกองเรือของดัตช์ช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าจากฝ่ายอังกฤษ สิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่กำลังรุ่งเรืองในแถบช่องแคบมะละกาอยู่ก่อนแล้วจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

จอร์จ ดี. โคลแมน (George D. Coleman) สถาปนิกคนแรกของสิงคโปร์ เดินทางมาถึงสิงคโปร์ในปี ค.ศ. 1822 และโครงการแรกที่ได้รับมอบหมายก็คือโครงการออกแบบก่อสร้างบ้านพักของเซอร์สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ และแม้ปัจจุบันสิงคโปร์จะมีย่านของชาวจีน ชาวอินเดีย ที่แตกต่างกันด้วยงานสถาปัตยกรรมและวิถีชุมชนชัดเจน แต่อาคารโคโลเนียลจากศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงอยู่

ข้อมูล :การท่องเที่ยวสิงคโปร์ www.visitsingapore.com

[Where to go]

ถ้าสนใจบรรยากาศเมืองโคโลเนียลผสมกลิ่นอายเปอรานากันให้ตรงมายังสิงคโปร์ฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะสองฝั่งถนน East Cost ซึ่งเป็นย่านกินดื่มที่เดิมเรียกว่า Katongส่วนใจกลางเกาะสิงคโปร์ไม่ไกลจากถนนออร์ชาร์ดยังมีย่านอาคารเก่าสไตล์โคโลเนียลที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม แกลเลอรีอาร์ต และพิพิธภัณฑ์ อาทิ National Galleryพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติที่ปรับโครงสร้างอาคารเก่าแก่สีขาวสไตล์โคโลเนียลสองหลังคืออดีตศาลาว่าการเมือง และศาลฎีกาให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะขนาดใหญ่ที่สุดและล้ำสมัยที่สุดในประเทศรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม่ไกลกันคือ Raffles Hotel Singapore โรงแรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมได้ชัดเจนที่สุด ตัวโรงแรมสวยข้ามกาลเวลาด้วยสถาปัตยกรรมยุคนีโอเรอเนซองส์ที่มีการตกแต่งให้สอดคล้องกับสภาพอากาศเขตร้อน เช่น การยกเพดานสูง การเพิ่มพื้นที่ระเบียงให้กว้าง มีห้องรับประทานอาหารที่ปูพื้นหินอ่อน หลอดไฟ และพัดลมติดเพดาน องค์ประกอบเหล่านี้มีที่โรงแรมแห่งนี้เป็นที่แรกในภูมิภาคนี้

อีกพิกัดที่อยากแนะนำคือNational Museumof Singaporeจะไม่ได้หวือหวาเท่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ แต่ความใหญ่โตของอาคารสีขาวสไตล์โคโลเนียลอายุกว่าร้อยปีแห่งนี้ก็ทำให้เราหลงอยู่ด้านในได้เป็นวัน

เมืองโรแมนติกอาเซียน

09 โฮจิมินห์

[History in brief]

แม้เมืองริมแม่น้ำไซง่อน (Saigon River) แห่งนี้จะไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศ ทว่ากลับเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน และด้วยบรรยากาศของอาคารโคโลเนียลที่พบได้แทบทุกท้องถนน เราจึงขอจัดให้ที่นี่เป็น เมืองโรแมนติกอาเซียน เช่นกัน

โฮจิมินห์ เป็นชื่อใหม่ที่เปลี่ยนมาจากชื่อเดิมคือไซง่อน หลังจากเหตุการณ์รวมเวียดนามเหนือและใต้เข้าด้วยกันเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ตัวเมืองโฮจิมินห์นั้นแบ่งย่อยออกได้เป็นเขตต่างๆ ราว 19 เขต แต่ถ้าต้องการเที่ยวแบบคลาสสิกได้กลิ่นอายโคโลเนียลฝรั่งเศสให้ตรงมาที่ถนน Dong Khoi Street เขต 1 ถนนไฮเอนด์ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ และโรงแรมหรูซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเก่าสไตล์นีโอคลาสสิกสองฟากถนนเรียงรายไปด้วยอะพาร์ตเมนต์เก่าสไตล์ฝรั่งเศส โบสถ์โรงละคร และที่ทำการไปรษณีย์อันเป็นมรดกมาจากยุคอาณานิคม หลายคนนิยมเรียกย่านนี้ว่าเขตเมืองเก่าไซง่อน (Old Saigon) ไม่ไกลกันคือเขต 3 ที่ยังคงความน่ารักของอาคารเก่าแก่สไตล์อาณานิคมฝรั่งเศส ข้อดีของเขตนี้คือบรรยากาศที่ไม่แออัดเท่ากับDong Khoi Street เขต 1

เมืองโรแมนติกอาเซียน
Ho Chi Minh City Central Post Office

[Where to go]

กิจกรรมทัวร์เวสป้าเที่ยวเมืองเก่าคือประสบการณ์ที่เราขอคอนเฟิร์มว่าดีมากๆ และทำให้เราได้ซอกแซกตึกเก่าโคโลเนียลฝรั่งเศสในโฮจิมินห์ได้ครบ เริ่มจากSaigon Notre Dame Cathedral โบสถ์ที่มีคู่รักมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้งมากที่สุด ตามประวัติระบุว่า โบสถ์นอเทรอดามถูกสร้างขึ้นราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดดเด่นด้วยการใช้อิฐสีน้ำตาลอมแดงมาก่อเป็นอาคารสถาปัตยกรรมนีโอโรมาเนสก์กลายเป็นโอโคนิกด้านท่องเที่ยวโฮจิมินห์เช่นเดียวกับ Ho Chi Minh City Central Post Office ที่ทำการไปรษณีย์สีเหลืองมัสตาร์ดซึ่งเปิดทำการมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ทำการไปรษณีย์แห่งนี้ยังคงทำหน้าที่รับ-ส่งพัสดุภัณฑ์และจดหมายมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้การเข้ามานั่งเขียนโปสต์การ์ดบนโต๊ะไม้ตัวเก่าในอาคารแสนจะโอ่อ่าเป็นกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยว

ถ้าไม่มา Ho Chi Minh People’s Committee Building ถือว่ามาไม่ถึงโฮจิมินห์จริงๆ เพราะที่นี่มีความสำคัญในฐานะศาลาว่าการเมืองซึ่งเปิดใช้งานใน ค.ศ.1909 ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ตอกย้ำความเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสด้วยการถอดแบบความอลังการของศาลาว่าการกรุงปารีส(Hôtel de Ville)มาทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นงานปูนปั้น เสาขนาดใหญ่ บานหน้าต่างโค้งที่ว่ากันว่าไม่เคยเปิดออกให้สาธารณชนได้เห็น

เมืองโรแมนติกอาเซียน

10 มะละกา

[History in brief]

มะละกา (Malacca) ประเทศมาเลเซีย เป็นเมืองท่าเก่าแก่ที่มีความสำคัญต่อคาบสมุทรมลายู ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างคาบสมุทรมาลายาและเกาะสุมาตราในทะเลอันดามัน และ “ช่องแคบมะละกา” ก็กลายเป็นเส้นทางผ่านไปสู่เอเชียตะวันออกโดยเฉพาะเมืองจีน

เอกลักษณ์ของมะละกาคือความหลากหลายทางวัฒนธรรม เริ่มจากประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่าเมืองท่าแห่งนี้กำเนิดขึ้นจาก “ราชาอีสกันดาร์” ที่สืบเชื้อสายมาจาก “อเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่” ผู้ครอบครองนครเทมาเสกหรือเกาะสิงคโปร์คนสุดท้ายในปี พ.ศ. 1939 แต่หลังจากการเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ของเจิ้งเหอ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 21 มะละกาก็ได้กลายเป็นรัฐในอารักขาของราชวงศ์หมิง โดยมีสุลต่านแห่งสมุทร-ปาไซเป็นผู้ก่อตั้งรัฐอิสลาม ว่ากันว่ามีการแต่งงานกับเจ้าสาวจากราชวงศ์หมิงด้วย ต่อมาในยุคการค้า และอาณานิคม โปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ ต่างก็เข้ามาแย่งชิงเมืองท่าแห่งนี้

มะละกาเข้าสู่ยุคอาณานิคมโปรตุเกสเมื่อ พ.ศ.2054 ต่อด้วยชาวดัตช์ที่เข้ามาปกครองมากกว่า 150 ปี ต่อมาเมื่อเกิดสงครามนโปเลียนดัตช์จึงมอบมะละกาให้อังกฤษเพื่อเป็นกันชนฝรั่งเศส ก่อนจะถูกส่งกลับคืนและนำมาแลกกับ “บังกาลูลู”ในเกาะสุมาตรา

[Where to go]

กว่า 150 ปี ที่ชาวดัตช์เข้ามาปกครองได้สร้างอาคารบ้านเรือนตามสถาปัตยกรรมดิตช์จำนวนมาก โดยเฉพาะย่านที่ใกล้เขาเซนต์ปอลถือเป็นศูนย์รวมของอาคารสไตล์โคโลเนียลมรดกจากยุคอาณานิคมที่สามารถสร้างรายด้านการท่องเที่ยวได้มหาศาล เช่น ตึก Stadthuys อาคารที่เก่าแก่สร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการของผู้ปกครองอาณานิคมชาวดัตช์ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ (Museum of History and Ethnography) จัดแสดงเรื่องราวของเมืองประวัติศาสตร์มะละกาและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งเชื้อสายจีน อินเดีย โปรตุเกส และมลายู ซึ่งนอกจากตึกที่เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งยังแบ่งย่อยออกเป็นพิพิธภัณฑ์ทางวรรณคดี พิพิธภัณฑ์ของการประกาศเอกราช

ห้ามพลาดย่านจัตุรัสแดง มีโบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐสีชมพูจากเนเธอร์แลนด์ ลานน้ำพุที่สร้างเลียนแบบดัตช์ ด้านบนยอดเขาก็มีโบสถ์เซนต์ปอลตั้งอยู่สร้างขึ้นยุคโปรตุเกสปกครองต่อมาได้กลายมาเป็นป้อมมะละกา อีกด้านหนึ่งของเนินเขา มีพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เคยเป็นสวนและวังของสุลต่านแห่งมะละกา

มามะละกาต้องได้ลิ้มรสต้นตำรับอาหารเปอรานากัน ที่มิกซ์ระหว่างอาหารจีนและมาเลย์เข้าด้วยกัน อันที่จริงเรียกว่ามะละกาเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมแบบเปอรานากันเลยก็ว่าได้

ข้อมูล : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์


Author

ศรัณยู นกแก้ว
Online Editor ที่ผ่านทั้งงานหนังสือพิมพ์ พ็อกเก็ตบุ๊ค และนิตยสาร ปัจจุบันยังคงสมัครใจเป็นแรงงานด้านการผลิตคอนเทนต์