DATALAND พิพิธภัณฑ์ศิลปะ AI แห่งแรกของโลก เปลี่ยนนิเวศป่าฝนทั่วโลก ปฏิกิริยาผู้ชม เป็นศิลปะ AI
Lite

DATALAND พิพิธภัณฑ์ศิลปะ AI แห่งแรกของโลก เปลี่ยนนิเวศป่าฝนทั่วโลก ปฏิกิริยาผู้ชม เป็นศิลปะ AI

Focus
  • DATALAND ประกาศตัวเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ AI แห่งแรกของโลก ภายใต้แนวคิด omni-sensory museum ในลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ
  • พิพิธภัณฑ์ก่อตั้งโดย Refik Anadol และ Efsun Erkılıç พร้อมกับการใช้ระบบ AI ที่เรียกว่า large nature model (LNM) พัฒนาจากฐานข้อมูลเชิงนิเวศจากสถาบันด้านสิ่งแวดล้อม
  • ข้อมูลทางชีวภาพจากอุปกรณ์ที่ผู้ชมสวมใส่จะถูกนำมาประมวลผลร่วมกับระบบ LNM ก่อนแปลงเป็นงานศิลปะที่เปลี่ยนแปลงตามข้อมูลระบบนิเวศจากป่าฝนทั่วโลกแบบเรียลไทม์

ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทช่วยให้การทำงานและการใช้ชีวิตสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่ความก้าวหน้านี้ก็มาพร้อมกับข้อถกเถียงหลายด้านทั้งในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว การแทนที่แรงงานมนุษย์ รวมถึงในวงการศิลปะเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายเกี่ยวกับบทบาทของศิลปิน คุณค่าของงานที่สร้างโดยมนุษย์และ AI ตลอดจนประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์และที่มาของข้อมูล ท่ามกลางคำถามเหล่านี้ สองศิลปินชาวตุรกี Refik Anadol และ Efsun Erkılıç ผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ร่วมก่อตั้ง DATALAND ซึ่งประกาศตัวเป็น พิพิธภัณฑ์ศิลปะ AI แห่งแรกของโลก ในดาวน์ทาวน์ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ภายใต้แนวคิด omni-sensory museum สร้างประสบการณ์ผ่านภาพ แสง สี เสียง และกลิ่น โดยผู้ชมมีส่วนร่วมกับการสร้างงานศิลปะผ่านข้อมูลชีวภาพ (biometric data) จากอุปกรณ์ wearable biosensor ที่สวมใส่

DATALAND

ข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ชม เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย และการเคลื่อนไหว จะถูกนำมาประมวลผลร่วมกับ large nature model หรือ LNM ระบบ AI ที่ Refik Anadol Studio พัฒนาจากฐานข้อมูลธรรมชาติและระบบนิเวศขนาดใหญ่ ผ่านการสำรวจของทีมงานและความร่วมมือกับสถาบันและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Smithsonian, Cornell Lab of Ornithology, Getty, iNaturalist และ Natural History Museum กรุงลอนดอน ก่อนแปลงข้อมูลเป็นภาพและเสียงที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมและปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมแต่ละคน

DATALAND

DATALAND เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ตั้งอยู่ภายใน The Grand LA เมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูซด์ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Frank Gehry โดยพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่ราว 3,250 ตารางเมตร ประกอบด้วย 5 แกลเลอรีบนพื้นที่จัดแสดง 2,300 ตารางเมตร พร้อมตั้งเป้าหมายให้เป็นคลังข้อมูลสาธารณะสำหรับชุดข้อมูลขนาดใหญ่เกี่ยวกับธรรมชาติและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ รวมถึงรวบรวมและจัดแสดงผลงานของศิลปินดิจิทัลและศิลปินที่ทำงานร่วมกับ AI

DATALAND

พิพิธภัณฑ์เปิดตัวด้วยนิทรรศการ “Machine Dreams: Rainforest” ที่เชื่อมโยงข้อมูลระบบนิเวศจากป่าฝนทั่วโลกแบบเรียลไทม์เข้ากับระบบ LNM และข้อมูลทางชีวภาพจากอุปกรณ์ที่ผู้ชมสวมใส่ โดย Refik Anadol ตั้งคำถามว่า หากงานศิลปะสามารถกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมได้ ในทางกลับกันจะเป็นไปได้หรือไม่ที่งานศิลปะจะสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้ชมได้เช่นกัน

DATALAND

การเข้าชมแบ่งเป็นรอบ ผู้ชมจะได้รับอุปกรณ์สวมข้อมือที่จะตรวจจับข้อมูลทางชีวภาพเพื่อให้ระบบรับรู้การตอบสนองของร่างกาย อุปกรณ์นี้พัฒนาโดย Empatica บริษัทด้านเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล โดยมีการปรับซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมให้สามารถส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ข้อมูลที่ผ่านการทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้จะถูกนำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลสภาพแวดล้อมและแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ระบบ AI สามารถตีความเป็น “อารมณ์” ของผู้ชม ก่อนนำไปสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์

DATALAND

อีกหนึ่งอุปกรณ์ใช้สำหรับคล้องคอที่ DATALAND พัฒนาร่วมกับ L’Oréal Luxe โดยเฉพาะเพื่อสร้างประสบการณ์ด้านกลิ่นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากป่าฝนทั่วโลก เช่น กลิ่นดินหลังฝนตก กลิ่นเขียวของพืชที่กำลังผลิใบ กลิ่นของผลไม้เมืองร้อน กลิ่นความชื้นของป่าที่ปกคลุมด้วยเชื้อรา และกลิ่นมัสก์ของสัตว์ กลิ่นจะเปลี่ยนไปตามเส้นทางที่ผู้ชมเดินผ่านแต่ละแกลเลอรีและกระจายกลิ่นเฉพาะผู้สวมใส่อุปกรณ์ พิพิธภัณฑ์ระบุว่าโมเลกุลของกลิ่นจะสลายตัวอย่างรวดเร็วจึงไม่ทิ้งสารตกค้างไว้บนตัวผู้ชมหรือในพื้นที่โดยรอบ

DATALAND

ไฮไลต์ของนิทรรศการคือห้อง Data Pavilion ที่จัดแสดง “Latent Forest” โดยการนำข้อมูลจากระบบนิเวศป่าฝน 16 แห่งทั่วโลกมาประมวลผลด้วย AI และแปลงเป็นภูมิทัศน์ดิจิทัลแบบอิมเมอร์ซีฟที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับข้อมูลจากผู้ชมเอง เช่น จำนวนผู้ชมในห้อง การเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ภาพที่ฉายบนจอและเสียงที่ได้ยินไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แต่เกิดขึ้นใหม่ตามข้อมูลและผู้ชมที่อยู่ในห้อง ณ ขณะนั้น

AI

ส่วนห้อง Infinity Room จัดแสดงผลงาน “The Dream of Ruwe Pinu” งานวิดีโอและอินสตอลเลชันแบบอิมเมอร์ซีฟ 360 องศา ที่พาผู้ชมเข้าสู่ภูมิทัศน์ป่าฝนเสมือนจริง โดยมีนกฮัมมิงเบิร์ดโปร่งแสงเป็นตัวดำเนินเรื่อง นกตัวนี้มาจากความฝันของ Refik Anadol ระหว่างที่เขาพักอยู่กับชนพื้นเมือง Yawanawá ในป่าแอมะซอน ขณะที่เสียงนกที่ได้ยินในผลงานคือเสียงของ Kaua’i ‘ō’ō เพศผู้ตัวสุดท้ายที่มีการบันทึกไว้ใน ค.ศ.1987 ซึ่งเป็นนกที่สูญพันธุ์ไปแล้วในฮาวาย เสียงเรียกหาคู่ที่ไม่มีนกตัวอื่นตอบกลับจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงานในฐานะบันทึกการสูญหายของสิ่งมีชีวิต

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ทางพิพิธภัณฑ์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่ได้ไม่มีการระบุตัวตน ไม่มีการส่งต่อให้บุคคลที่ 3 และจะถูกลบโดยอัตโนมัติภายใน 30 วัน เว้นแต่ผู้ชมจะเลือกเชื่อมโยงข้อมูลกับตนเองและสามารถขอลบข้อมูลได้ทุกเมื่อ หรือผู้ชมจะเลือกไม่สวมอุปกรณ์เลยก็ได้เช่นกัน

AI

ด้วยความร่วมมือกับ Epson และ LG Electronics จอในแกลเลอรีทั้ง 5 แห่งมีจำนวนพิกเซลรวมกันถึง 1.5 พันล้านพิกเซล และมีแผง LED แบบสั่งทำพิเศษความละเอียด 10K จำนวน 1,577 แผง ในส่วน Data Pavilion ซึ่งเป็นแกลเลอรีขนาดใหญ่ที่สุดใช้โปรเจกเตอร์ Epson 4K จำนวน 84 เครื่อง เพื่อสามารถสร้างภาพที่มีความละเอียดมากกว่า 8 ล้านพิกเซล และความสว่าง 20,000 ลูเมนต่อเครื่อง หรือราว 20 เท่าของหลอดไฟ LED สำหรับใช้งานทั่วไป โดยทำงานเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีอัลกอริทึมออกแบบโดยบริษัทซอฟแวร์ Scalable ทำให้ภาพจากโปรเจกเตอร์ทั้งหมดเคลื่อนไหวต่อเนื่องเป็นผืนเดียว

เสียงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญโดยมีการติดตั้งลำโพงทั้งหมด 250 ตัวจัดวางรอบทิศทางด้วยเทคโนโลยีเสียงแบบอิมเมอร์ซีฟ L-ISA ออกแบบโดยบริษัท L-Acoustics เพื่อสร้างซาวนด์แทร็กที่เปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์ผสานกับดนตรีต้นฉบับสร้างสรรค์โดย Kerim Karaoğlu นักแต่งเพลงและนักออกแบบเสียง ร่วมกับเสียงทางธรรมชาติของระบบนิเวศป่าฝนและบทเพลงศักดิ์สิทธิ์เพื่อการเยียวยาของชาว Yawanawá ชนพื้นเมืองแห่งป่าแอมะซอน

AI

DATALAND เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก และวิศวกร พื้นที่ได้รับการออกแบบโดยบริษัทสถาปนิก Gensler และพัฒนางานด้านวิศวกรรมโดยบริษัทArup เสริมทัพด้วยทีม Constellation Immersive ที่ออกแบบประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟ และบริษัทเทคโนโลยี NVIDIA เป็นผู้พัฒนาชิปและแพลตฟอร์มสำหรับการประมวลผล AI

AI

ระบบ LNM ของพิพิธภัณฑ์ยังทำงานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เฉพาะของ Google Cloud ในเขตประมวลผลที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในรัฐ Oregon ซึ่งใช้พลังงานหมุนเวียนที่ปราศจากคาร์บอนถึง 87 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเทียบให้เห็นภาพว่า พลังงานที่ใช้ในการสร้างประสบการณ์สำหรับผู้ชมหนึ่งคนตลอดการเข้าชมใกล้เคียงกับการชาร์จสมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่อง แนวทางนี้สะท้อนความพยายามของ DATALAND ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับศิลปะ AI ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังได้จัดตั้งโครงการ artist residency ร่วมกับ Google Arts & Culture ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2568 เพื่อสนับสนุนศิลปินและนักสร้างสรรค์ที่ทำงานกับ machine intelligence

เครดิตภาพ: DATALAND

Fact File

  • DATALAND ตั้งอยู่ในโครงการ The Grand LA ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • นิทรรศการ Machine Dreams: Rainforest เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 ถึง 31 มกราคม 2570
  • เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์
  • บัตรเข้าชมราคาเริ่มต้นที่ 49 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,650 บาท
  • รายละเอียดเพิ่มเติม https://dataland.art

Author

เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต
Feature Editor ประจำ Sarakadee Lite อดีต บรรณาธิการข่าวไลฟ์สไตล์ Nation ผู้นิยมคลุกวงในแวดวงศิลปวัฒนธรรมจนได้ขุดเรื่องซีฟๆ มาเล่าสู่กันฟังเสมอ