ถอดรหัสที่มาการตั้งชื่อ ค็อกเทล ทำไมจึงต้อง Sex on the Beach ทำไมต้อง Screwdriver
- ก่อนที่การสร้างสรรค์ค็อกเทลจะซับซ้อน มีผู้ตีพิมพ์สูตรไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ ค.ศ. 1806 ระบุว่า “…ใช้สุราประเภทใดก็ได้ ผสมกับน้ำตาลและบิตเทอร์ส…” ซึ่งคือสูตรโดยรวมของเครื่องดื่มที่เราเรียกว่า Old Fashioned
- Screwdriver เกิดที่ประเทศตุรกี ในไซต์งานบ่อน้ำมัน โดยมีนายช่างชาวอเมริกันแอบดื่มช่วงกลางวัน ผสมแล้วก็เอาไขควงซึ่งเป็นเครื่องมือติดตัวช่างคนเครื่องดื่มในแก้ว คำว่า “ไขควง” หรือ screwdriver จึงเป็นที่มาของชื่อเครื่องดื่มยอดนิยมนี้
เคยสงสัยไหมว่าทำไม ค็อกเทล แต่ละตัวถึงมีชื่อแปลกๆ อย่าง Sex on the Beach, Screwdriver หรือ Singapore Sling ซึ่งถ้าย้อนสืบข้อมูลก็จะพบว่าการตั้งชื่อค็อกเทล มีตั้งแต่มุกแกล้งขี้เมา ชื่ออาวุธสงคราม ไปจนถึงการถวายความอาลัยต่อราชนิกูลอังกฤษ

คลาสสิกค็อกเทลคือสูตรเครื่องดื่มต่างๆ ที่เกิดมานานหลายสิบปีแล้ว เครื่องดื่มชื่อคุ้นหูเหล่านี้บางสูตรอาจเก่ากว่า 100 ปี สมัยหนึ่งคลาสสิกค็อกเทลคือสูตรแม่ไม้ที่บาร์เทนเดอร์ต้องรู้จักและฝึกฝน เป็นเมนูที่นักดื่มสั่งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงไม่ต้องลุ้น (ถ้าคนชงมีฝีมือได้มาตรฐาน) ค็อกเทลบางชื่อเห็นแล้วพอจะเดาที่มาได้ เช่น Singapore Sling คือเครื่องดื่มประเภทสลิง (ประมาณว่าเหล้าชงกับน้ำเชื่อมและส่วนผสมอื่นๆ) และสลิงตัวนี้ถือกำเนิดที่สิงคโปร์เมื่อราว 100 ปีก่อน ตำนานว่านายบาร์ชื่อ เงี่ยมคงชุน ซึ่งดูแล Long Bar บาร์หลักของโรงแรมรัฟเฟิล (Raffles) ในตำนานเป็นผู้คิดสูตร จนกลายเป็นเครื่องดื่มมีชื่อเสียงระดับโลก Singapore Sling เป็นชื่อเครื่องดื่มที่ตรงไปตรงมา เห็นชื่อก็รู้และเข้าใจเกือบจะทันที

ส่วนเครื่องดื่มอย่าง Pina Colada ซึ่งมีน้ำสับปะรดเป็นหนึ่งในส่วนผสมหลัก (รวมทั้งกะทิและรัมชนิดใส) คำว่า “พินาคอลาดา” ก็มาจากภาษาสเปน แปลว่า สับปะรดคั้น มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวของสับปะรดและหอมมันของน้ำกะทิ นี่เป็นเครื่องดื่มดังระดับโลกที่เขตปกครองปอร์โตริโก (ซึ่งคือถิ่นกำเนิดของพินาคอลาดา) เคลมเป็นเครื่องดื่มประจำท้องถิ่นตั้งแต่ ค.ศ. 1978 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชื่อค็อกเทลก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนี้ทั้งหมด ที่แปลกๆ หรือน่าขำ หรือชวนให้สงสัยมีอยู่ไม่น้อย มาทำความรู้จักค็อกเทลพวกนั้นกัน

Old Fashioned
ก่อนที่การสร้างสรรค์ ค็อกเทล จะซับซ้อนและเก๋ไก๋ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ การนำสุรามาผสมโน่นนิดนี่หน่อยให้ได้รสชาติใหม่ในยุคแรกนั้นช่างเรียบง่าย โดยมีผู้ตีพิมพ์สูตรไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ ค.ศ. 1806 ระบุว่า “…ใช้สุราประเภทใดก็ได้ ผสมกับน้ำตาลและบิตเทอร์ส…” ซึ่งคือสูตรโดยรวมของเครื่องดื่มที่เราเรียกว่า Old Fashioned สมัยนี้สุราที่นิยมคือวิสกี้หรือไม่ก็เบอร์เบิน ประดับด้วยชิ้นส้มสไลซ์ให้ได้กลิ่นหอมของน้ำมันซิตรัส ดังนั้น Old Fashioned จึงเป็นชื่อซึ่งอ้างถึงการผสมค็อกเทลสูตรดั้งเดิมแต่โบราณ และมีความเก่าแก่สมชื่อ

Negroni
วันหนึ่งใน ค.ศ. 1919 ผู้ดีชาวมิลานนามว่า ท่านเคานต์คามิลโล เนโกรนี เพิ่งกลับจากการเที่ยวเล่นในกรุงลอนดอนซึ่งคนนิยมดื่มจินมาก ท่านเคานต์ครึ้มอกครึ้มใจอะไรก็ไม่ทราบ ขอให้บาร์เทนเดอร์ที่มิลานช่วยปรับสูตรของเครื่องดื่มอเมริกาโน (คนละตัวกับกาแฟนะครับ) โดยใส่จินแทนโซดาตามสูตรเดิม บาร์เทนเดอร์ก็ทำตาม แล้วเปลี่ยนการ์นิช จากเดิมที่เป็นเปลือกเลมอนฝาน มาเป็นชิ้นส้มสไลซ์ เครื่องดื่มแก้วนั้นมีความลงตัว และเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อ “อเมริกาโนของเคานต์เนโกรนี” จนเรียกสั้นๆ ว่า เนโกรนี (Negroni) เครื่องดื่มระดับขึ้นหิ้งตลอดกาล โดยสูตรมาตรฐานของเนโกรนีคือ คัมพารี สวีตเวอร์มุท จิน ในสัดส่วน 1 : 1 :1 น้ำแข็ง การ์นิชด้วยส้มสไลซ์

Sex on the Beach
ช่วง ค.ศ. 1987 มีผู้นำเข้าสุรา พีชชแนปส์ (peach schnapps) มาขายในอเมริกา เนื่องจากเป็นสุราใหม่จึงต้องบุกตลาดโดยเลือกฤกษ์ช่วงวันหยุดพักผ่อนที่เรียกว่า สปริงเบรก ในรัฐฟลอริดา ซึ่งตรงกับช่วงที่นักศึกษานิยมไปปาร์ตี้กันอย่างจริงจัง ผู้นำเข้าสุราจัดอีเวนต์ให้บาร์ต่างๆ คิดสูตรที่ใช้พีชชแนปส์เป็นส่วนผสม สูตรของผู้ชนะประกอบด้วยพีชชแนปส์ วอดกา น้ำสัมคั้น และสุราเกรนาดีน แถมยังตั้งชื่ออย่างทะลึ่งทะเล้นว่า Sex on the Beach ซึ่งทั้งสองสิ่งคือลายเซ็นของเมืองตากอากาศอย่างฟลอริดา

Screwdriver
ตำนานระบุว่าเครื่องดื่มแสนง่ายและเป็นที่นิยมชนิดนี้ (วอดกา 1 ส่วน น้ำส้มคั้น 3 ส่วน กับน้ำแข็ง ชงง่ายมาก) เกิดที่ประเทศตุรกี ในไซต์งานบ่อน้ำมัน โดยมีนายช่างชาวอเมริกันแอบดื่มช่วงกลางวัน คือชงกันดื่มตรงหน้างานเลยทีเดียว ผสมแล้วก็เอาไขควงซึ่งเป็นเครื่องมือติดตัวช่างคนเครื่องดื่มในแก้ว คำว่า “ไขควง” หรือ screwdriver จึงเป็นที่มาของชื่อเครื่องดื่มยอดนิยมนี้

Zombie
ค็อกเทล ตัวนี้มาจากฝีมือของ ดอน เดอะบีชคอมเบอร์ (Don the Beachcomber) นามแฝงของ ดอน บีช หนึ่งในตำนานผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรมการดื่มแบบทิกิ (Tiki) ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมชาวเกาะในแฟซิฟิกและโพลีนีเชีย เป็นเทรนด์ในยุค 50 วันหนึ่งมีลูกค้ามาบอกว่า วันนี้เมาค้าง ช่วยชงอะไรแรงๆ แก้แฮงก์ให้หน่อย ดอนเลยชงรัมหลายตัวกับส่วนผสมของน้ำผลไม้หลายชนิดเข้าด้วยกัน ได้เป็นเครื่องดื่มที่แรงเอาการ ถึงขนาดที่ลูกค้ากลับมาบอกว่า วันนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผีดิบ (zombie) เครื่องดื่มนี้แรงมากถึงขนาดทางบาร์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดเครื่องดื่มนี้มีกฎห้ามลูกค้าสั่งเกิน 2 แก้ว กลัวว่าดื่มมากแล้วจะมึนจนเดินทื่อเหมือนผีดิบ

Margarita
เม็กซิโกไม่ได้ดังแต่เรื่องสุราเตกิลาเท่านั้น หากสมัยหนึ่งประเทศนี้คือหมุดหมายของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐชายแดนอย่างแคลิฟอร์เนีย เพื่อข้ามชายแดนไปดื่มกันให้หนำใจในช่วงที่อเมริกามีกฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา มีเมืองชายแดนจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นเพื่อรับลูกค้าคอแห้งเหล่านี้ หนึ่งในเมืองเหล่านั้นคือติฮัวนา มีเรื่องเล่ากันว่าที่ติฮัวนามีลูกค้ามาสั่งเครื่องดื่มชื่อ เดซี (Daisy) ซึ่งประกอบด้วยบรั่นดี เหล้าส้มทริปเปิลเซก และน้ำมะนาว บังเอิญบาร์เทนเดอร์พลาด ดันไปหยิบเตกิลาเทลงในส่วนผสมแทนที่จะหยิบบรั่นดี เครื่องดื่มที่ชงผิดนี้กลับออกมาดี มีคนติดใจ ทางบาร์จึงตั้งชื่อว่า มาร์การิตา ซึ่งหมายถึง ดอกเดซี ในภาษาสเปนนั่นเอง

Tom Collins
ชื่อ ทอม คอลลินส์ มาจากมุกตลกแกล้งขี้เมาในนครนิวยอร์กช่วง ค.ศ. 1874 ช่วงนั้นจะมีคนคอยแกล้งคนตามร้านเหล้า บอกทำนองว่า “พี่ๆ คนชื่อ ทอม คอลลินส์ กำลังด่าพี่เสียๆ หายๆ อยู่ที่อีกบาร์แถวนี้” เท่านั้นแหละขี้เมาขี้โมโหก็ยกพวกไปอีกบาร์ที่ว่า และพบว่าโดนแกง เพราะไม่มีใครชื่อ ทอม คอนลินส์ สักหน่อย และเมื่อมุกตลกแกล้งกันแบบนี้หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมีบาร์เทนเดอร์หัวใส เตรียมเครื่องดื่มซึ่งประกอบด้วยจิน น้ำเชื่อม น้ำมะนาวเลมอน การ์นิชด้วยลูกเชอร์รีเชื่อม เมื่อมีคนแห่เข้ามาในบาร์ เพราะโดนหลอกแล้วถามหา “ทอม คอลลินส์” บาร์เทนเดอร์จะตอบว่า “นี่ไง ทอม คอลลินส์” แล้วเสิร์ฟเครื่องดื่มดังกล่าว เมื่อได้รับความนิยม (เนื่องจากบาร์อื่นถอดสูตรทำขายบ้างตามคำขอของลูกค้า) ทอม คอลลินส์ จึงถือกำเนิดในโลกของ ค็อกเทล

French 75
บาร์แฮรีส์ (Harry’s Bar) คือบาร์ชื่อดังในกรุงปารีสในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นายเฮนรี แมกเอลฮอน คิดสูตร ค็อกเทล ซึ่งตั้งใจให้ทั้งแรงทั้งดื่มง่าย ช่วงนั้นคือระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพฝรั่งเศสมีปืนใหญ่ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นปืนใหญ่สนามประสิทธิภาพดี ใช้ต่อกันมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนทุกวันนี้ปืนใหญ่รุ่น French 75 ยังเป็นปืนใหญ่ที่รัฐบาลฝรั่งเศสใช้ยิงสลุตในพิธีการต่างๆ เอาเป็นว่านายเฮนรีแกอยากยืมความแรงของปืนใหญ่รุ่นนี้มาใส่เครื่องดื่มของแกซึ่งประกอบด้วยจิน เกรนาดีน และแชมเปญ

Black Velvet
เครื่องดื่มนี้เกิดในยุควิกตอเรียในประเทศอังกฤษ ในช่วงที่เจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์ เจ้าชายอัลเบิร์ตคือพระสวามีของพระนางเจ้าวิกตอเรีย ตอนนั้นอังกฤษไว้ทุกข์ยาวทั้งแผ่นดิน และว่ากันว่าเจ้าของบาร์คนหนึ่งนำเบียร์ดำสเตาท์ 1 ส่วนมาชงกับแชมเปญ 1 ส่วน ออกมาได้ทั้งความหรูหราสมพระเกียรติจากแชมเปญ และความเข้มอย่างชายชาตรีจากสเตาท์ กลายเป็นเครื่องดื่มในช่วงไว้ทุกข์ซึ่งยังติดอันดับของคลาสสิกค็อกเทลมาจนทุกวันนี้