Blossom by Wuttisak ชวนไปลิ้นรสอีสานกลางป่าศิลปะที่ Khao Yai Art Forest
- จุดเด่นของคอร์สอาหาร Bloom by Wuttisak โดย เชฟวุฒิ-วุฒิศักดิ์ วุฒิอำพร อยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบหลักตามฤดูกาลในท้องถิ่นอีสาน นำมาเชื่อมโยงกับการสร้างงานศิลปะ
- Khao Yai Art Forest ได้มีการแต่งตั้ง “เชฟวุฒิ-วุฒิศักดิ์ วุฒิอำพร” เป็นเชฟผู้สร้างสรรค์เชิงศิลป์ (In-Residence Culinary Artist) คนแรกของโครงการฯ ออกแบบเมนูอาหารที่ถ่ายทอดแนวคิด Forest Foods เชื่อมโยงอาหาร ผืนป่า งานศิลปะ และการฟื้นฟูธรรมชาติเข้าด้วยกัน
เมื่อเอ่ยถึง Khao Yai Art Forest ภาพจำของที่นี่คืองานศิลปะกลางป่าในแบบศิลปะเฉพาะพื้นที่ (site specific art) ซึ่งออกแบบและจัดวางชิ้นงานให้เข้ากับเนินดิน ทุ่งหญ้า และผืนป่าของเขาใหญ่ แต่มากกว่านั้นที่นี่ยังนำเสนอศิลปะในมิติด้านอาหารซึ่งในเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ทาง Khao Yai Art Forest ได้มีการแต่งตั้ง “เชฟวุฒิ-วุฒิศักดิ์ วุฒิอำพร” เป็นเชฟผู้สร้างสรรค์เชิงศิลป์ In-Residence Culinary Artist คนแรกของโครงการฯ ออกแบบเมนูอาหารที่ถ่ายทอดแนวคิด Forest Foods : Bloom by Wuttisak เชื่อมโยงอาหาร ผืนป่า งานศิลปะ และการฟื้นฟูธรรมชาติเข้าด้วยกัน ผสานการใช้วัตถุดิบพื้นบ้านตามฤดูกาลที่หาได้ในพื้นที่เขาใหญ่และแถบภาคอีสาน จัดเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้ออาหารค่ำในบรรยากาศ Long Table ที่คนแปลกหน้าจะได้มาใช้เวลาดื่มด่ำศิลปะบนจานอาหารร่วมกัน

Progressive Thai Cuisine คือคอนเซ็ปต์การปรุงอาหารที่เชฟวุฒินำเสนอ เน้นการค้นหาวัตถุดิบในท้องถิ่นตามฤดูกาล คำนึงถึงสมดุลของทั้งเนื้อสัมผัส สีสัน และรสชาติที่ฉีกความจำเจของอาหารไทยที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี อย่างคอร์ส Bloom by Wuttisak นำเสนอแบบ Tasting 13 เมนู เสิร์ฟพร้อมสาโทข้าวหอมของดีอีสานและชาสมุนไพร เชฟเลือกปรุงอาหารแบบอิงธรรมชาติและดัดแปลงความรู้จากครัวพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ่าน การหมักดองสมุนไพร การห่อใบตองปรุงอาหารรูปแบบต่างๆ เช่น “ปลานิล” ย่างเตาถ่านจับคู่กับ “แจ่วพริกส้ม” ส่วนเมนูปูนาก็ใช้ปูนาตัวเล็กๆ จากท้องทุ่งนาแถบโคราช แยกมันปูนำมาเคี่ยวแล้วโรยด้วยผงกุหลาบ กินคู่กับผักพื้นบ้านรวมถึง “ผักเบี้ยดอง” โฮมเมด ตัดรสด้วยแจ่วปลาร้าพริกสด จัดเสิร์ฟมาในกระดองปู บอกเล่าถึงที่มาของวัตถุดิบอย่างปูนาที่ถ้าระบบนิเวศในท้องนาเปลี่ยน หรือมีการใช้สารเคมีก็จะไม่มีปูนาให้ได้ลิ้มรส

จุดเด่นของ Bloom by Wuttisak อยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบหลักตามฤดูกาลในท้องถิ่นเท่านั้น นอกจากปูนาก็มีหอยเชอรี่ ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวเหนียวที่โครงการปลูกเอง ข้าวหอมภูเขียวจากจังหวัดชัยภูมิ หัวปลี รวมทั้งพืชผักจากราวป่าธรรมชาติและสมุนไพรพื้นบ้าน อย่าง หน่อไม้ บักเหว่อ ดอกดาวเรือง ผลกระเจี๊ยบแดง มะเขือส้ม พริกพราน เป็นต้น


“ผมได้แรงบันดาลใจจากป่าและผู้คนในพื้นที่ตรงนี้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งพื้นที่ป่าให้ไอเดียกับเราได้เรื่อยๆ ไม่มีหมด แค่ขับรถไปแถวนี้ก็เจอนั่นเจอนี่ได้ไอเดียกลับมายังครัวแล้ว ผมจะมองสิ่งที่ผมไม่รู้จักเป็นอย่างแรก พอได้ของแปลกใหม่มาแล้วก็จะทำความรู้จัก เจาะลึก โดยการสอบถามคนพื้นที่ หรือพนักงานที่เป็นคนท้องถิ่น เพื่อให้รู้ถึงความเป็นมาของวัตถุดิบนั้นๆ” เชฟวุฒิเล่าถึงแนวทางการทำอาหารที่เริ่มต้นจากการเสาะหาวัตถุดิบ

อาหารของเชฟวุฒิจัดเสิร์ฟที่ Bamboo Bar ห้องอาหารกลางป่า กลมกลืนด้วยโครงสร้างไม้ไผ่หลังคามุงจาก เปิดโล่งรับลมเย็นสบายจากเขาใหญ่ จัดเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวัน ชุดน้ำชายามบ่าย และไฮไลต์คือมื้อดินเนอร์บนโต๊ะยาวกลางแจ้ง (Long Table) เป็นโต๊ะไม้รูปทรงฟรีฟอร์มตามธรรมชาติกลางแนวทิวสน มองเห็นวิวเนินเขาจุดจัดแสดงงานศิลปะหมอก Fog Forest ของศิลปินชื่อดัง “ฟูจิโกะ นากายะ” อย่างชัดเจน สามารถชมงานศิลปะและดื่มด่ำมื้ออาหารท่ามกลางอากาศยามสบายของ Khao Yai Art Forest ได้พร้อมกัน

รู้จัก “เชฟวุฒิ” ผู้ผันตัวจากวิศวกรมาออกแบบรสชาติอาหาร
เชฟวุฒิ-วุฒิศักดิ์ วุฒิอำพร เป็นชาวจังหวัดตาก เรียนจบวิศวกรรม แต่ผันตัวมาเป็นเชฟผู้ออกแบบและปรุงรสอาหาร สั่งสมประสบการณ์งานครัวในโรงแรมระดับ 5 ดาวมานานกว่า 20 ปี เริ่มแรกจากครัวอาหารฝรั่งเศส อาหารเมดิเตอเรเนียน และมาลงตัวที่อาหารไทย ซึ่งเชฟวุฒิบอกถึงเสน่ห์ของอาหารไทยว่า อาหารไทยมีรสชาติที่หลากหลาย อีกทั้งเอกลักษ์ของอาหารแต่ละภาคก็ต่างกัน แม้จะเป็นคนไทยที่คุ้นชินอาหารไทย แต่โลกของอาหารไทยสามารถเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ โดยแนวทางอาหารไทยของเชฟวุฒิคือ Progressive Thai Cuisine เป็นการทำอาหารไทยเชิงสร้างสรรค์ อิงรากเหง้าทั้งวัตถุดิบและวิธีการปรุง นำมาปรับแต่งให้ร่วมสมัย เน้นทั้งรสชาติและสีสัน ด้านการมารับภารกิจ “ศิลปินสร้างสรรค์อาหาร” ประจำ Khao Yai Art Forest เชฟวุฒิยังให้ความสำคัญกับ “การเสาะหาสิ่งใหม่ที่ไม่เคยรู้ และเรียนรู้จากคนท้องถิ่น” ในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบด้วยตัวเอง

แกะรอยศิลปะอาหาร Bloom by Wuttisak
สำหรับเมนูเปิดตัวของเชฟวุฒิ คือ Bloom by Wuttisak มาในรูปแบบ Tasting Menu เพื่อให้ได้ลิ้มลองวัตถุดิบอีสานในฤดูหนาวที่หลากหลาย เปิดคอร์สด้วยสาโททำจาก ข้าวเหนียวดำภูเขียว ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นจากจังหวัดชัยภูมิ ตัดรสกับดอกกระเจี๊ยบแดงตากแห้ง เสิร์ฟมาเป็นใบเมี่ยงห่อเป็ดย่างรมควันเนื้อนุ่มแน่น


ต่อด้วยเมนู “ยอดมะพร้าว” ซุปใสที่ใช้น้ำมะพร้าวเผามาต้มกับเนื้อมะพร้าวและยอดมะพร้าวหั่นชิ้นเล็กๆ เพิ่มรสอูมามิด้วยเห็ดหอม หัวไชเท้าแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง เสิร์ฟมาใน “ถ้วยฟักทองสด” ที่คว้านเนื้อออกแล้ว อีกวัตถุดิบที่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในร้านอาหารแต่เชฟวุฒิตั้งใจปรุงให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ก็คือ “หัวปลี” เชฟนำมาทำ ยำหัวปลีย่างราดซอสถั่วน้ำปลาหวาน ที่ใช้ปลาริวกิวผสมน้ำซีอิ๊วเคี่ยวกับถั่วและหอมเจียว โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ และกลีบดอกดาวเรือง ได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวแถมทำให้หัวปลีเป็นได้มากกว่าผักเคียง

ในคอร์สอาหาร Bloom by Wuttisak เราจะได้เห็นวัตถุดิบใกล้ตัวจัดเสิร์ฟมาแบบเซอร์ไพรส์อยู่หลายจาน เช่น หน่อไม้ย่าง นำหน่อไม้ไร่ที่คนพื้นถิ่นอีสานคุ้นเคยและหาได้ในบริเวณโครงการฯ นำส่วนยอดหน่อไม้มาย่าง ทาด้วยซอส โรยหน้าด้วยกลีบกุหลาบมอญอบแห้ง รสหน่อไม้ออกหวาน สัมผัสเส้นใยเคี้ยวหนุบ และกลีบกุหลาบเพิ่มรสกลมกล่อมหอมหวาน ให้ภาพจำใหม่ของหน่อไม้เปลี่ยนไป หรือจะเป็นเมนูที่เปลี่ยนศัตรูพืชใกล้ตัวมาเป็นอาหารอย่าง ลาบหอยเชอรี่ใส่พริกพานเสิร์ฟบนข้าวตัง เชฟนำหอยเชอรี่จากชุมชนมาจับคู่ข้าวเหนียวที่ปลูกเองในแปลงนาของโครงการฯ นำข้าวเหนียวมาตากแห้งและทอดกรอบเป็นข้าวตัง ตัดรสด้วย พริกพาน จากจังหวัดสกลนคร นอกจากนี้ยังมีการนำ บักเว่อ หรือ บักเหว่อ ลูกไม้ท้องถิ่นเติบโตตามชายเขานำมาทำเป็นกรานิตาล้างปากระหว่างเมนู

สำหรับคนที่มาแวะเวียนชมศิลปะกลางป่า Khao Yai Art Forest และอยากเปิดรับประสบการณ์ด้านอาหารท่ามกลางธรรมชาติ นอกจากเซ็ตอาหารคอร์สจัดเต็มสำหรับดินเนอร์แล้ว ทางโครงการฯ ยังมีชุดน้ำชายามบ่ายที่สร้างสรรค์โดยเชฟวุฒิให้ได้ลิ้มลองเช่นกัน เป็นชุดชาขนมไทยทำจากวัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ขนมจากเผือก ขนมจากมันห้านาที (มันพื้นบ้าน) ข้าวเหนียวปิ้ง เสิร์ฟคู่กับน้ำกระเจี๊ยบรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมและชาสมุนไพร ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นร้อยเปอร์เซนต์
Fact File
- Forest Food : Bloom by Wuttisak ราคา 4,500 บาทสุทธิ/คน
- ช่วงฤดูหนาวระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2568 – 18 มกราคม 2569 Khao Yai Art Forest เปิดให้เข้าชมพื้นที่และงานศิลปะทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 12.30 น. – 18.00 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 10.00 น. –18.00 น. (เข้าชมงานศิลปะรอบสุดท้ายเวลา 17.30 น.)
- ในส่วนบริการอาหารและเครื่องดื่มเปิดให้บริการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 12.30 น. –18.00 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 10.30 น. –18.00 น.
- สำหรับมื้ออาหารต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงที่ www.khaoyaiart.com