ไทม์ไลน์ธรรมเนียม “ชุดดำ” เฉดแห่งความมั่งคั่ง สีแห่งการไว้ทุกข์ที่มีบันทึกตั้งแต่โรมัน
Lite

ไทม์ไลน์ธรรมเนียม “ชุดดำ” เฉดแห่งความมั่งคั่ง สีแห่งการไว้ทุกข์ที่มีบันทึกตั้งแต่โรมัน

Focus
  • สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงสวมชุดดำไว้ทุกข์ตลอดพระชนม์ชีพรวมระยะเวลายาวนานถึง 40 ปี นับตั้งแต่วันที่เจ้าชายอัลเบิร์ตพระสวามีของพระองค์สิ้นพระชนม์
  • การสวมชุดดำในงานศพและการไว้ทุกข์กลายเป็นวาระแห่งชาติและเป็น “ค่านิยม” ของสังคมชาวอังกฤษในยุคจักรวรรดิอังกฤษแผ่อาณานิคมไปทั่วทุกมุมโลก และเป็นวัฒนธรรมที่สื่อถึงความมีอารยะส่งอิทธิพลต่อชาวโลกรวมถึงชาวไทย

ธรรมเนียมการใส่ “ชุดดำ” ไปงานศพ ไว้ทุกข์ ไว้อาลัยแด่ผู้วายชนม์เริ่มมีบันทึกมาตั้งแต่อาณาจักรโรมัน ราว 753-509 ปีก่อนคริสตกาล โดยระบุว่ามีการใช้เสื้อผ้าสีเข้มหม่นขรึมที่เรียกว่า “โทกาพูลลา” (toga pulla) ซึ่งแปลตรงตัวว่าเสื้อคลุมโทนสีเข้มขรึม เป็นชุดที่สวมใส่เพื่อแสดงออกถึงการไว้อาลัยต่อผู้ล่วงลับ ธรรมเนียมนี้สืบสานต่อเนื่องมาในยุคก่อเกิดศาสนจักรโรมันคาทอลิก และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงยุคกลางของยุโรป ซึ่งในช่วงนั้น “ชุดดำ” ยังสื่อนัยถึงความมั่งคั่ง ขยายความนิยมสู่ยุคอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย และนั่นก็ทำให้ธรรมเนียมการใส่เสื้อผ้าสีดำสำหรับงานศพและการไว้ทุกข์เริ่มถูกเซ็ตเป็นมาตรฐานสากล ในขณะที่ฝั่งเอเชียตะวันออกนิยมใช้สีขาวในการไว้ทุกข์

“ชุดดำ”

เหตุที่การใส่ “ชุดดำ” ในยุคกลางถือเป็นการแสดงเกียรติยศ สถานะ และความมั่งคั่งของผู้สวมใส่ก็เพราะเสื้อผ้าสีดำล้วนเป็นสิ่งของหายาก เป็นสีย้อมที่มีราคาแพง คนส่วนใหญ่มักใช้สีขาวหรือเสื้อผ้าสีเรียบโทนสีอ่อนไม่ฉูดฉาด ไม่ต้องย้อมสี ในการเข้าร่วมงานศพและช่วงไว้ทุกข์ ยกเว้นก็แต่ผู้มั่งคั่งเท่านั้นจึงใส่เสื้อย้อมสีดำได้ โดยเฉพาะในปลายศตวรรษที่ 19 ตรงกับยุควิกตอเรียนของจักรวรรดิอังกฤษ “ชุดดำ” กลายเป็นแฟชั่นและธรรมเนียมปฏิบัติแพร่หลายของกลุ่มชนชั้นสูง เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงสวมชุดดำไว้ทุกข์ตลอดพระชนม์ชีพรวมระยะเวลายาวร่วม 40 ปี นับตั้งแต่วันที่เจ้าชายอัลเบิร์ตพระสวามีของพระองค์สิ้นพระชนม์ ซึ่งในช่วงนั้นเองทำให้มีคลาสสิกค็อกเทลสีดำอย่าง Black Velvet เกิดขึ้นกลายเป็นเครื่องดื่มในช่วงไว้ทุกข์ ซึ่งยังติดอันดับของคลาสสิกค็อกเทลยอดนิยมมาจนทุกวันนี้

“ชุดดำ”
การแต่งดำไว้ทุกข์ที่บันทึกไว้ในช่วง ค.ศ.1880-1890
(ภาพ : The Maynard Art Gallery )

การสวม “ชุดดำ” ในงานศพและการไว้ทุกข์กลายเป็นวาระแห่งชาติและเป็น “ค่านิยม” ของสังคมชาวอังกฤษในยุคจักรวรรดิอังกฤษแผ่อาณานิคมไปทั่วทุกมุมโลก และเป็นวัฒนธรรมที่สื่อถึงความมีอารยะ ส่งอิทธิพลต่อชาวโลกรวมถึงชาวไทยซึ่งพบหลักฐานในสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคที่สังคมสยามเริ่มปรับตัวรับอารยธรรมตะวันตก และพอมาถึงสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมทันสมัยโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม  ก็เริ่มมีการกำหนดการแต่งกายชุดดำ สำหรับงานศพและงานพิธีให้เป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทยถึงขั้นมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลยทีเดียว

Sarakadee Lite ชวนไปย้อนไทม์ไลน์เกร็ดประวัติศาสตร์การใส่ชุดดำในงานศพและการไว้ทุกข์แสดงความอาลัย ธรรมเนียมที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกและตกทอดเป็นวัฒนธรรมในปัจจุบัน

“ชุดดำ”
รูปปั้นหินอ่อนจักรพรรดิออกุสตุสนุ่งผ้าโทกาและดึงชายผ้าขึ้นคลุมศีรษะ ( Via Labicana Augustus) จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโรมัน (National Roman Museum) อิตาลี

“โทกาพูลลา” ชุดไว้ทุกข์ของชาวโรมันโบราณ

Story Behind : ธรรมเนียมชุดดำในงานศพสามารถสืบย้อนไปได้ถึงอาณาจักรโรมันช่วง 700-500 ปีก่อนคริสตกาล ชาวโรมันมีธรรมเนียมสวมชุดไว้ทุกข์ ที่เรียกว่า โทกาพูลลา (toga pulla) หมายถึงชุดสีพื้นเรียบโทนเข้มหม่นขรึมไม่มีลวดลาย เป็นการสืบต่อจากอารยธรรมของ อีทรุสกัน (Etruscan) ที่อยู่มาก่อนในแถบตอนกลางของอิตาลีในปัจจุบัน แสดงออกถึงความเศร้าโศกอาลัยต่อการสูญเสียบุคคลในชีวิต และการแสดงออกทางการเมืองช่วงเผชิญวิกฤติไร้ผู้นำ 

“ชุดดำ”

คำว่า โทกา (toga) หมายถึงชุดที่ชาวโรมันสวมใส่โดยใช้ผ้าผืนเดียวขนาดใหญ่ ห่มคลุมร่างตั้งแต่ช่วงไหล่ลงมาถึงหน้าแข้ง โดยมีวิธีสวมใส่แบบห่มผ้าเฉียง โดยทั่วไปชาวโรมันโบราณมีชุดแต่งกายที่เรียกว่าโทกาทั้งหมด 6 แบบ ซึ่งมีสีสันลวดลายและดีไซน์ แต่ละแบบมีธรรมเนียมการสวมใส่ตามสถานะทางสังคม วัย และกาลเทศะที่ต่างกันด้วย เช่น ชุดโทกาพราเอเทกตา (toga praetexta) เป็นชุดผ้าพื้นริมม่วงแดงหรือชุดริมแดง สำหรับพลเมืองรุ่นเยาวชนโรมัน แสดงถึงสถานะที่ไม่ได้เกิดในครอบครัวทาส  ชุดโทกาแคนดิดา (toga candida) สีขาวสว่าง ที่เป็นผลจากการใช้ชอล์กสีขาวทาตามผืนผ้า สำหรับคนที่กำลังจะเป็นข้าราชการหรือเลื่อนขั้น ส่วนชุดโทกาพื้นขาวแถบสีม่วงหรือสีดอกหญ้าฝรั่นที่เรียกว่า toga trabea เป็นชุดสำหรับชนชั้นสูงในสังคม เป็นต้น

Dress code : โทกาพูลลา (toga pulla) ความหมายตรงตัวคือเสื้อคลุมสีเข้ม โดย pulla มาจากรากศัพท์ละติน หมายถึงสีเข้มหรือสีออกดำ สามารถใช้ได้ทั้งเฉดน้ำตาล เทาเข้ม และดำ ซึ่งเป็นสีธรรมชาติที่ได้จากผ้าทอจากวัสดุผ้าวูล เส้นใยจากขนแกะ

ชาวโรมันสวมชุดโทกาพูลลาเฉพาะในช่วงไว้ทุกข์ แต่จะไม่ใส่ในวันงานศพ หลังจากสูญเสียบุคคลในครอบครัว เพราะธรรมเนียมโรมันโบราณ วันงานศพจะจัดงานรื่นเริง ถือเป็นวันสิ้นสุดของความโศกเศร้า สำหรับการไว้ทุกข์นอกจากโทกาพูลลา น้ำตาล ดำ เทาแล้ว ชุดโทกาสีพื้นเรียบๆ และชุดโทกาพราเอเทกตา (toga praetexta) ซึ่งเป็นผืนผ้าสีขาวมีแถบสีม่วงแดง (ริมแดง) ก็อนุโลมให้ใส่เป็นสีสุภาพได้

เกร็ดประวัติศาสตร์ : นอกจากเป็นชุดไว้ทุกข์แล้ว พลเมืองโรมันและเจ้าหน้าที่ระดับชั้นผู้น้อยยังมีธรรมเนียมสวมชุดโทกาพูลลาออกมารวมตัวกันเรียกร้องหรือแสดงออกทางการเมืองในวาระที่เกิดการสูญเสียผู้นำ และช่วงเวลาที่สังคมเผชิญความหวาดวิตก ความกังวลต่อภัยอันตราย จะเกิดสงครามครั้งใหม่ หรือใครจะมาบุกยึดเมืองหรือไม่

“ชุดดำ”

ชุดดำยุคเปลี่ยนผ่านสู่คริสตจักรโรมันคาทอลิก

Story Behind : ศาสนจักรโรมันคาทอลิกก่อเกิดราวๆ คริสต์ศตวรรษที่ 5 และเรืองอำนาจขึ้นมาแทนที่จักรวรรดิโรมันที่เริ่มล่มสลาย โดยในมรดกตกทอดของศาสนจักรคือการกำหนดธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ของชาวคริสต์ เช่นการใช้ “สีดำ” สื่อถึงความตายที่ไร้แสงสว่างจากพระผู้เป็นเจ้า ความมืดทางจิตวิญญาณ ทำให้เริ่มมีการใช้สีดำในพิธีกรรมที่เชื่อมโยงสีนี้เข้ากับการไว้ทุกข์

ช่วงศตวรรษที่ 9 มีข้อกำหนดระบุชัดเจนให้พระสงฆ์โรมันคาทอลิกสวม “อาภรณ์สีดำ” เพื่อประกอบพิธีศพและงานไว้อาลัยต่างๆ แต่ยังไม่แพร่หลายในกลุ่มคนทั่วไปเนื่องจากผ้าสีดำยังหายากและมีราคาค่อนข้างสูง สำหรับสามัญชนทั่วไปเสื้อผ้าไปงานศพจึงเป็นแค่ผ้าสีโทนขรึมแบบเรียบง่าย

“ชุดดำ”

Dress code : ราว ค.ศ. 118 พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 (Pope Innocent III) ได้กำหนดธรรมเนียมปฏิบัติให้สีดำเป็นอีกหนึ่งสีร่วมกับสีขาว สีแดง และสีเขียว ที่ใช้อยู่เดิม ในงานศพของชาวคาทอลิก โดยมีทางเลือกเป็นสีม่วงไวโอเลตโทนสีขรึม ใช้แทนสีดำได้เช่นกันสำหรับช่วงไว้อาลัย

เกร็ดประวัติศาสตร์ : ชุดเสื้อคลุมยาวสีเข้มของบาทหลวงและพระสงฆ์นิกายโรมันคาทอลิกในยุคคริสตจักร (ศตวรรษที่ 5 เป็นต้นมา) ได้รับอิทธิพลมาจากชุดโทกาในยุคโรมันโบราณ ที่มีธรรมเนียมสวมชุดโทกาพูลลาไว้ทุกข์ด้วย การกำหนดให้สีดำเป็นสีพิธีกรรมสำหรับงานศพในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทำให้สีนี้ฝังรากลึกในวัฒนธรรมการไว้ทุกข์ของยุโรป โดยเฉพาะราชวงศ์ฮับส์บูร์กแห่งสเปนที่เข้มงวดต่อการใช้สีดำในราชสำนักอย่างมาก

“ชุดดำ”
พระนางกาเตอรีน เดอ เมดีซี (Catherine de Médicis)

“สีดำ” สัญลักษณ์แห่งอำนาจและความสง่างาม

Story Behind : ธรรมเนียมใส่เสื้อผ้าสีดำสำหรับงานศพและการไว้ทุกข์เริ่มจริงจังในยุคกลางของยุโรป แต่ช่วงแรกยังจำกัดเฉพาะในชนชั้นสูง เพราะข้อจำกัดด้านการย้อมผ้าสีดำแท้ที่ทำได้ยากและยังคงมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องใช้วัตถุดิบและกระบวนการที่ซับซ้อน ราชวงศ์และชนชั้นสูงที่มีฐานะดีเท่านั้นจึงสั่งตัดเสื้อผ้าสีดำได้ โดยนิยมสวมใส่ทั้งในงานศพ งานไว้ทุกข์แด่บุคคลในครอบครัวและบุคคลสาธารณะ ตอกย้ำให้สีดำกลายเป็นเครื่องหมายของการไว้ทุกข์ของชนชั้นที่พ่วงมาด้วยสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ความมั่งคั่ง ความสง่างาม กระทั่งยุคกลางตอนปลายช่วงศตวรรษที่ 15 ผ้าสีดำเริ่มมีราคาถูกลง หาได้ง่ายกว่ายุคก่อน ทั้งจากความก้าวหน้าด้านการผลิตบวกด้วยเทคนิคการย้อมผ้าสีดำที่ทำได้ง่ายขึ้น การสวมชุดดำไว้ทุกข์จึงเริ่มแพร่หลายจากหมู่ชนชั้นสูงสู่ชนชั้นกลาง

ช่วงรัชสมัยของ ฟิลิป เดอะ กูด แห่ง ราชวงศ์เบอร์กันดี (ค.ศ. 1430-1455) ของสเปน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการใช้สีดำอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงในงานศพ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ศักดิ์ศรี และความหรูหรา สไตล์การแต่งกายสีดำของราชสำนักเบอร์กันดีได้กลายเป็นแบบอย่างให้ราชสำนักอื่นๆ ในยุโรป และทำให้สีดำเป็นสัญลักษณ์แห่งการไว้ทุกข์ที่ชัดเจนขึ้น เช่นเดียวกับหลังการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี พระเจ้าอองรีที่ 2 ของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1559) พระนางกาเตอรีน เดอ เมดีซี (Catherine de Médicis) ผู้มีพื้นเพจากอิตาลี พระองค์ได้เปลี่ยนธรรมเนียมชุดไว้ทุกข์สีขาวของราชสำนักฝรั่งเศสมาเป็นชุดดำ และพระนางยังทรงสวมชุดดำตลอดชีพ

อีกเหตุการณ์ที่บันทึกว่าสีดำได้กลายเป็นธรรมเนียมสากลของการไว้ทุกข์คือราว ค.ศ.1603 ในงานพระราชพิธีศพของควีนเอลิซาเบทที่ 1 ของอังกฤษ มีการใช้สีดำทั้งการตกแต่งสถานที่และเสื้อผ้าของบรรดาขุนนางและสมาชิกราชวงศ์ที่ร่วมในพระราชพิธี สีดำในงานศพจึงกลายเป็นการแสดงสถานะและชนชั้นทางสังคม ทั้งยังมีกฎหมายระบุชัดเจนว่าสถานะหรือชนชั้นใดของสังคม สามารถสวมใส่ชุดผ้าขนสัตว์สีดำและสวมผ้าคลุมไว้ทุกข์ที่หรูหรานี้ได้ 

“ชุดดำ”
พระนางกาเตอรีน เดอ เมดีซี (Catherine de Médicis)

Dress code : ชุดไว้ทุกข์ของพระนางกาเตอรีน เดอ เมดีซี แห่งฝรั่งเศส เป็นสีดำสนิททั้งผ้าคลุมผมปิดมิดชิดเห็นเฉพาะกรอบใบหน้า และเครื่องทรงประดับพระเศียร รวมถึงผ้าจับจีบระบายสีดำติดช่วงคอเสื้อ มีสีขาวสลับมาบ้างในบางครั้ง สื่อถึงสีขาวดำที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของพระสวามี การแต่งกายไว้ทุกข์ในยุคกลางสำหรับคนทั่วไปจึงนิยมใช้เสื้อผ้าสีเทา สีน้ำตาลเข้ม และสีม่วงเข้ม แทนสีดำ ส่วนคนที่ฐานะยากจนจะใส่ผ้าทอจากขนสัตว์ที่เป็นสีขาวมอซอ หรือสีน้ำตาลธรรมชาติไม่ผ่านการย้อม

เกร็ดประวัติศาสตร์ : การสวมชุดดำของพระนางกาเตอรีน เดอ เมดีซี แห่งฝรั่งเศส เข้ามาเปลี่ยนธรรมเนียมราชสำนักของฝรั่งเศส และขณะที่บรรดาข้าราชบริพารและนางสนองพระโอษฐ์ยังสวมเสื้อผ้าสีสันตามปกติ ขับให้สถานะความเป็นหนึ่งเดียวของพระนางโดดเด่น เป็นที่มาของฉายานามราชินีสีดำหรือแบล็กควีน

แฟชั่นการไว้ทุกข์สไตล์วิกตอเรียที่มีการบันทึกในปี ค.ศ.1846
(ภาพ : Victoria and Albert Museum )

จากชั้นสูงสู่เครื่องแต่งกายสามัญในศตวรรษที่ 17-18

Story Behind : ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผ้าสีดำเริ่มเข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้ชาวบ้านโดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่เริ่มสวมชุดสีดำในงานศพ ถือเป็นครั้งแรกที่สีดำกลายเป็นสีที่สังคมคาดหวังให้ใช้ในพิธีไว้ทุกข์ แม้ว่าคุณภาพของผ้าสีดำจะยังต่างกันตามฐานะก็ตาม โดยในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ยุคพระเจ้าจอร์จที่ 6 หรือยุคจอร์เจียนของอังกฤษ ชนชั้นกลางที่มีความมั่งคั่งจากธุรกิจการค้าเริ่มมีปริมาณมากขึ้น และหันมานิยมชุดดำตามอย่างชนชั้นสูงและราชวงศ์ อิทธิพลนี้ส่งต่อไปถึงดินแดนโลกใหม่อย่างอเมริกาที่ยังอยู่ในสถานะอาณานิคมของอังกฤษและสเปน โดยช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ผู้นำของดินแดนอย่างประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา “จอร์จ วอชิงตัน” ก็สานต่อธรรมเนียมชุดดำไว้ทุกข์อย่างมีสไตล์จากยุโรปมาสู่อเมริกา หลังจากประธานาธิบดีได้สูญเสียบุตรสาวที่รักชื่อ มาร์ทา พาร์ก คัสติส ใน ค.ศ. 1773 ผู้นำสหรัฐฯ และภริยาได้ใส่สีดำไว้ทุกข์ยาวนานถึง 15 เดือน

“ชุดดำ”
ชุดไว้ทุกข์สีดำจากผ้าซาตินของสตรีในอังกฤษช่วงปี ค.ศ.1880
(ภาพ : Victoria and Albert Museum)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปลายศตวรรษสอดรับกับความนิยม “ชุดดำ” ไว้ทุกข์ของสามัญชนทั้งในยุโรปและอเมริกา ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตชุดไว้ทุกข์ทั้งที่เป็นผ้าขนสัตว์สีดำด้าน ชุดผ้าไหมจับจีบขาวดำ และเครื่องประดับที่เข้าชุดกันเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้อาชีพช่างออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าก็เติบโตตามไปด้วย มีทั้งช่างเอกชน สถาบันออกแบบตัดเย็บ และมีผู้ผลิตรายใหญ่ครองตลาดในยุคนี้เช่น บริษัท Courtaulds ในอังกฤษ ที่ส่งออกวัสดุตัดเย็บและผ้าสำเร็จรูปไปทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส

เครื่องประดับสำหรับการไว้อาลัย
(ภาพ : Victoria and Albert Museum)

Dress code : หนังสือพิมพ์ Virginia Gazette ของอเมริกา ตีพิมพ์ข่าวการสิ้นพระชนม์ ของพระนางคาโรลีนแห่งอันส์บัก (Caroline of Ansbach หรือ Wilhelmina Dorothea Carolina) พระราชินีของพระเจ้าจอร์จที่ 2 แห่งอังกฤษ และข้อกำหนดให้ประชาชนอเมริกันร่วมไว้อาลัยต่อองค์ราชินี มีคำแนะนำแบบแผนการสวมชุดไว้ทุกข์แบบเต็มยศสำหรับประชาชนทั้งชายและหญิง ที่มีรายละเอียดทั้งรูปทรงและการสวมใส่ชัดเจนตั้งแต่ชุดชั้นในจนถึงถุงมือ คนทำงานรับใช้เจ้านายต้องติดริบบิ้นไหมสีดำบนบ่า กระทั่งเก้าอี้และโซฟาในสถานที่สาธารณะต้องคลุุมผ้าดำเป็นระยะเวลา 6 เดือน อย่างเคร่งครัด ส่วนการไว้ทุกข์ให้แก่บุตรสาวที่ของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน นั้นได้สั่งนำเข้าชุดสูทสีดำในแบบเรียบขรึมสำหรับไว้ทุกข์จากลอนดอน มีการสั่งทำแหวนที่ระลึกที่สันนิษฐานว่าบรรจุเส้นผมของผู้วายชนม์ มาเป็นของที่ระลึกสำหรับญาติมิตรของเด็กหญิงแพทซีตามธรรมเนียมนิยมในยุคนั้นด้วย

การกำหนดแนวทางการแต่งกายของสตรีสำหรับไว้ทุกข์

เกร็ดประวัติศาสตร์ : ศตวรรษที่ 18 วงการศาสนามีบทบาทที่ส่งเสริมให้สีดำสื่อความหมายถึงการสำรวมและการแสดงความเคารพ โดยนักปฏิรูปศาสนานิกายโปรเตสแตนต์อย่าง จอห์น คาลวิน และ จอห์น น็อกซ์ มีบทบาทสำคัญ และเหล่านักบวชในเจนีวาและสกอตแลนด์เริ่มสวมชุดครุยยาวสีดำ ตอกย้ำฐานะผู้สอนพระคัมภีร์มากกว่าผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ภาพชุดไว้ทุกข์ของราชวงศ์อังกฤษ
(ภาพ : Her Majesty Queen Elizabeth II 2022)

อุตสาหกรรมการไว้ทุกข์แห่งศตวรรษที่ 19

Story Behind : หลังจากวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1861 เมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ต (ค.ศ. 1819-1861) พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงเสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้ง พระองค์ทรงไม่ปรากฏโฉมต่อสาธารณชนเลยในช่วง 5 ปีแรกและทรงสวม “ชุดดำ” ตลอดพระชนม์ชีพแม้กระทั่งในงานพิธีเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์ เรียกได้ว่าเป็นการไว้ทุกข์ที่ยาวนานร่วม 40 ปี นอกจากการสวมชุดดำตลอดเวลาแล้ว และในช่วง 1 ปีแรกบรรดาข้าราชบริพารในพระราชวังต้องสวมชุดดำด้วย ก่อนจะผ่อนผันให้สวมชุดขาวเทาและสีม่วงอ่อนโทนชมพูกะปิ และข้าราชบริพารต้องติดผ้าจีบลอนบนแขนเสื้อเป็นสัญลักษณ์ไว้ทุกข์ต่อเนื่อง และนั่นได้กลายเป็นที่มาของวัฒนธรรมการสวมชุดดำในยุควิกตอเรียน ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของการแผ่ขยายอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ การสวมชุดดำไว้ทุกข์เป็นวาระแห่งชาติ สร้าง “ค่านิยม” ของสังคมอังกฤษ และเป็นวัฒนธรรมที่สื่อถึงความมีอารยะ ส่งอิทธิพลต่อชาวโลกรวมถึงชาวสยามในช่วงนั้น ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสยามเริ่มปรับตัวรับอารยธรรมตะวันตก

ควีนวิกตอเรียในชุดสีดำ
(ภาพ : Victoria and Albert Museum)

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้วัฒนธรรม “ชุดดำ” แพร่หลายจากเดิมที่จำกัดแค่ในกลุ่มชนชั้นสูงแพร่กระจายสู่มวลชนในยุควิกตอเรียน คือ ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้อังกฤษมีความก้าวหน้าในด้านการผลิตสินค้าระดับมวลชน การผลิตเสื้อผ้าชุดดำทำได้มากขึ้น สังคมมีชนชั้นกลางที่มีความต้องการสินค้ามากขึ้น ยุคนี้ยังเป็นยุคที่เกิดห้างสรรพสินค้า อย่างห้าง Lord & Taylor ที่ต้องเปิดแผนกเสื้อผ้าไว้ทุกข์โดยเฉพาะเลยทีเดียว และความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ก่อเกิดนิตยสารแฟชั่น รวมถึงการตีพิมพ์แค็ตตาล็อกเสื้อผ้าสำเร็จรูปชุดดำในแบบต่างๆ ที่เหมาะกับกาลเทศะอย่างเช่น Cassell’s and The Queen the handguide to mourn like the queen และ The Workwoman’s Guide (ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1840) ส่งให้วัฒนธรรมการแต่งกายไว้ทุกข์และ “ชุดดำ” กลายเป็นวิถีชีวิตของสตรียุควิกตอเรียน และยังส่งอิทธิพลในยุคต่อมาด้วย

ระบบอุตสาหกรรมสิ่งทอทำให้ผ้าสีดำถูกลง
(ภาพ : Victoria and Albert Museum)

Dress code : ยุควิกตอเรียนยังมีกฎระเบียบกำหนดชัดเจนสำหรับหญิงหม้ายที่สามีเสียชีวิตเป็นเวลา 2 ปีเต็ม โดยแบ่งระยะเวลาไว้ทุกข์เป็น 2 ช่วง คือแบบจัดเต็มเครื่องแต่งกายและผ่อนผันลงมา พร้อมทั้งมีรูปแบบเสื้อผ้าการแต่งกายที่มีรายละเอียดชัดเจน สำหรับชุดไว้ทุกข์ตั้งแต่หัวจดเท้า รวมถึงเครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ เครื่องประดับติดผม หรือแหวนที่นิยมใช้เส้นผมของผู้ล่วงลับมาฝังไว้ในจี้ล็อกเกตหรือกิ๊บติดผม หรือใส่ในหัวแหวนที่ระลึกด้วย พัดมือถือที่ทำจากผ้าสีดำ หมวกผูกสีดำ ผ้าคลุมผมที่เป็นสีดำหรือสีเข้ม ถ้าชุดจับจีบราคาแพงเกินเอื้อมสามารถใช้โบจับจีบสีดำติดบนตัวเสื้อแทนได้เช่นกัน

ชุดไว้ทุกข์ของควีนวิกตอเรีย
(ภาพ : The Metropolitan Museum of Art)

เกร็ดประวัติศาสตร์ :  คอลเลกชันชุดสีดำของควีนวิกตอเรียจัดแสดงถาวรที่ Victoria and Albert Museum พิพิธภัณฑ์รวบรวมงานศิลปะการออกแบบ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1852 เริ่มแรกพิพิธภัณฑ์ใช้ชื่อ South Kensington Museum ก่อนจะเปลี่ยนชื่อในวาระวางศิลาฤกษ์สร้างตึกใหม่เมื่อ ค.ศ. 1899 เป็น Victoria and Albert Museum เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระนางวิกตอเรียและเจ้าชายอัลเบิร์ตพระสวามี

การประดิษฐานพระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในพระทีนั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง (ภาพ:สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
 

จากตะวันตกสู่ธรรมเนียมแต่งดำของชาวสยาม

Story Behind : วัฒนธรรมชุดดำไว้ทุกข์เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับชาวไทยเริ่มแรกช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พบหลักฐานคนในราชสำนักแต่งชุดดำในงานพิธีศพของพระองค์เจ้าชายอิศรวงศ์วรราชกุมาร พระโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และต่อมาในงานพระราชพิธีพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 5 บรรดาเจ้านายในราชสำนักแต่งชุดดำ ขณะที่ราษฎรทั้งชายหญิงแต่งชุดขาวแบบพราหมณ์ในศาสนาฮินดูและมีบางคนโกนหัวตามอย่างภิกษุในพุทธศาสนา เพราะรากฐานความเชื่อของชาวสยามสืบต่อจากคติในศาสนาฮินดูและพุทธจากอินเดียที่นิยมใช้สีขาว

ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ออกนโยบายรัฐนิยมส่งเสริมความทันสมัยและความเป็นสากลแบบประเทศตะวันตก โดยมีข้อกำหนดให้ประชาชนแต่งกายแบบตะวันตก ธรรมเนียมชุดดำเริ่มจากกลุ่มข้าราชการก่อนจะลงไปถึงประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นรูปแบบการรณรงค์ผ่านสื่อ การเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ และสื่อโฆษณาต่างๆ ชูการแต่งกายตามกาลเทศะแสดงถึงความศิวิไลซ์ รวมถึงการใส่ชุดดำเพื่อแสดงความเคารพ ให้เกียรติ และอาลัยต่อผู้เสียชีวิตในงานศพ

Dress code : ตามประกาศเรื่องระเบียบการแต่งกายไว้ทุกข์ในงานศพ วันที่ 27 สิงหาคม 2484 โดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการกำหนดรูปแบบชัดเจนแยกตามเพศ สำหรับผู้ชายแต่งได้สองแบบ คือ ก. แต่งเครื่องแบบ ให้ใช้ผ้าสักหลาดหรือผ้าโปร่งสีดำขนาดกว้างระหว่าง 7 ถึง 10 เซ็นติเมตร พันแขนเสื้อซ้ายบน และ ข. แต่งกายสุภาพตามรัฐนิยม ให้ใช้เสื้อขาว กางเกงขายาวขาว (ถ้าเป็นเสื้อคอแบะให้ใช้เสื้อเชิ้ตขาว ผ้าผูกคอสีดำเงื่อนกะลาสี) รองเท้าหนังสีดำ ถุงเท้าสีดำ และใช้ผ้าสักหลาดหรือผ้าโปร่งสีดำขนาดกว้างระหว่าง 7 ถึง 10 เซ็นติเมตร พันแขนเสื้อซ้ายเบื้องบน สำหรับผู้หญิงระบุเพียงสั้นๆ ว่าให้ “แต่งกายสุภาพตามรัฐนิยม ให้ใช้เครื่องดำล้วน”

เกร็ดประวัติศาสตร์ : ประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนรับอิทธิพลจากตะวันตกมีราชกิจจานุเบกษาเรื่อง “ประกาศนุ่งขาว” ในปี 2430 ที่ระบุธรรมเนียมการแต่งกายสำหรับงานศพไว้ 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 ผู้ไว้ทุกข์ที่อายุต่ำกว่าผู้ตายที่เป็นญาติ หรือไม่ได้เป็นญาติ แต่มีบรรดาศักดิ์ต่ำกว่าและอยากแสดงความเคารพผู้ใหญ่ให้แต่งขาวล้วน

แบบที่ 2  แต่งดำล้วน หรือห่มขาว สำหรับผู้ไว้ทุกข์ที่เป็นญาติสนิทที่มีอายุมากกว่าผู้ตาย ผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติ แต่มีบรรดาศักดิ์สูงกว่าผู้ตาย หรืออาจเป็นเพียงญาติห่างๆ ที่มีอายุน้อยกว่า (ไม่ได้อยู่ในสาขาญาติตามผังเครือญาติในประกาศ) ธรรมเนียมนี้เริ่มใช้ในงานพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เมื่อปีเดียวกันนั้นเอง

อ้างอิง


Author

ทศพร กลิ่นหอม
นักเขียนสายบันเทิง สังคม ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ เคยประจำการอยู่ที่ เมเนจเจอร์ออนไลน์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และรายการ ET Thailand ปัจจุบันรับจ้างทั่วไป